ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึง และวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ผ่านมาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องคิวอาร์โค้ด – บาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนนเสียงว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับหรือไม่
ประเด็นดรามาร้อนแรงสนั่นโลกออนไลน์ ภายหลังจากที่ นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “มนัส สุวรรณรินทร์” ระบุว่า
บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนไม่ต่างกัน เล่นเรื่องความลับ เสียจนสังคมปั่นป่วนหมดแล้ว มันก็จะต้องทำสองชั้นและทุจริต ขนานใหญ่ถึงจะล่วงรู้ความลับ
วันนี้จึงมาขอเจาะความหมายเรื่องคำว่าลับ และการรักษาความลับของทางราชการ ทั้งคนรุ่นเก่า,รุ่นใหม่,นักวิชาการ,นักกฎหมาย,อินฟลูเอนเซอร์, สส. สอบตก,คนมีชื่อเสียงทางสังคมฉกฉวยโอกาสเรื่องนี้หมดเลย โดยชี้นำทางสังคมไปทางที่ผิด เพราะถ้าคนฟังผิวเผิน แค่รู้ว่าสแกนเสร็จจะรู้ทันที คนจะเข้าใจแบบนี้จริงๆ “สแกนปุ๊บ รู้เลยว่าเป็นบัตรของเรา เราเลือกให้ใคร เพราะสิ่งที่เห็นจากข่าว ของผู้ชี้นำ คือ กกต. ต้องติดคุก เลือกตั้งไม่รักษาความลับให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถาถมเข้ามาทุกช่องทาง”
โดยคำว่า “ลับ” คือขณะกากบาทลงคะแนนเสียง ไม่มีใครรู้ว่าเรากาอะไร และเราไม่มีสิทธิ์ถ่ายรูปออกไปแสดงว่าเรากาใคร คนทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ ไม่มีสิทธิตรวจสอบ และไม่สามารถเข้าถึงความลับของเราได้ นั่นคือความลับ ความหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ระบบการลงคะแนนแบบนี้ไม่มีสิทธิ์ที่ใครจะล่วงรู้ความลับของเราได้ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ กระทำการทุจริต และขยันนำมาตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น ต้องทุจริตและละเมิด มาตรการรักษาความลับ ขยันนำมาประกบกัน ซึ่งก็ทำได้ยากเพราะบัตรเลือกตั้งเมื่อนับคะแนนเสร็จก็เก็บไว้เป็นสัดส่วน อยู่ในมาตรการรักษาความลับ หากจะทำต้องเจาะหีบออกมาตรวจสอบ คัดแยก ไล่สแกน หากกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการกระทำที่มิชอบ ที่สำคัญจะทำไปเพื่ออะไร หากมีวัตถุประสงค์แอบแฝงทำแล้วเป็นมรรคผล ต้องร่วมมือกันเป็นกระบวนการขนานใหญ่ ตั้งใจ ทำกันทั้งระบบ ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร
เปรียบเสมือนเจ้าหน้าที่ ที่ทำเรื่องบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัตรถ้าอยู่เฉพาะตัว เฉพาะส่วนของมันก็ไม่มีอะไร แต่เจ้าหน้าที่ที่เข้าฐานข้อมูลได้ สามารถนำเลขบัตร เข้าถึง ล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย และทำได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กระทำการทุจริตเท่านั้น ซึ่งระบบก็ตรวจรู้ว่าเจ้าหน้าที่คนใดเข้ารหัสผ่านอยู่ คนทั่วไปไม่อาจนำเลขบัตรเข้าถึงฐานข้อมูลได้
“คิวอาร์โค้ด –บาร์โค้ด และเลขบัตรประจำตัวประชาชนจึงไม่แตกต่างกันครับ จะรู้ต้องทำ สองชั้น ชั้นแรกรู้ ชั้นที่สองเจ้าหน้าที่ทุจริต รู้เฉยๆ มีเฉยๆ ไม่ได้ ต้องรู้ มี และเจ้าหน้าที่ทุจริตด้วย การรักษาความลับของราชการก็มีกฎหมายคุ้มครองและรับรองไว้ผู้ใดละเมิดย่อมผิดทั้งวินัยและอาญา ดังนั้นคำว่าความลับ คนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าถึงและไม่มีสิทธิ์รู้ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ทุจริต
หยุดดรามากันเถอะครับ คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด มันล้มกระดานไม่ได้หรอก เพราะมันไม่สมเหตุสมผล ศาลไหนเขาจะเอาเหตุผลเพียงเท่านี้มาตัดสินเข้าข้างท่าน มันเป็นแค่วาทะกรรมปั่นป่วนสังคมเท่านั้น
พร้อมตั้งคำถามว่าถ้ามีการยกเลิกคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดไป แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าบัตรนี้มาจากหน่วยไหน หากมีการขโมยเกิดขึ้น หรือไปพบบัตรในกองขยะจะรู้ได้อย่างไรว่าบัตรมาจากไหน ก็เกิดปัญหาตรวจสอบย้อนกลับเรื่องทุจริตเลือกตั้งอีก ว่าตรวจสอบไม่ได้ ไม่รู้ที่ไปที่มา ฟังมาหลายวันแล้วรู้สึกว่า สมัยนี้คนเหลี่ยมมันเยอะจริงๆ
หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปชาวเน็ตต่างแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ขณะที่ นายมนัส ได้ออกมาโพสต์ให้รายละเอียดอีกครั้งโดยระบุว่า
“ลอตเตอรี่ ก็มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเช่นกัน ซึ่งเป็นการไม่รักษาความลับรู้หมดว่าใครซื้อไปเมื่อสแกนจะรู้ทันที สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะต้องคืนเงินให้ลูกค้า เพราะมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)”
ทั้งนี้ตนเล่นมุกเพื่อสะท้อนสังคมในการรับรู้ข่าวสารในเวลานี้ ที่แยกแยะความจริง ความเป็นไปได้ กติกา ไม่ออก เป็นการสะท้อนปัญหาจากโพสต์ก่อนหน้า สังคมถูกปลุกกระแสเพราะกูรู เพราะผู้รู้ ไม่อยู่ในหลักของกฎหมาย อุปมาอุปไมยเหมือน คิวอาร์โค้ดสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ตนต้องโพสต์เพราะคนหนึ่งพูดอะไรก็เชื่อหมด แต่ฝ่ายบ้านเมืองชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟัง