นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) โดยมีวาระสำคัญในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) เพื่อลดภาระผู้ประกอบการไม่ให้แรงงานขาดช่วงการทำงาน ซึ่งได้พูดคุยกับประเทศต้นทางคือเมียนมาและลาว ให้แรงงานยังคงต้องกลับประเทศต้นทางแต่กลับไปเพียงแค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้น และสามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานต่อได้ทันที เพื่อให้กลไกทางเศรษฐกิจของไทยเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับประเด็นศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (ศูนย์ CI) นายจุลพันธ์ ระบุว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการยืนยันตัวตนจากประเทศต้นทาง และศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ โดยกระทรวงแรงงานได้เชิญเอกอัครราชทูตเมียนมามาหารือแล้ว 2 ครั้ง และกำลังส่งหนังสืออย่างเป็นทางการผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังกระทรวงแรงงานและสถานทูตเมียนมา เพื่อแสดงความห่วงใยและคัดค้านกรณีที่มีการเรียกเก็บเงิน 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ส่งกลับครอบครัว พร้อมเรียกตรวจสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือนเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการออกเอกสาร CI เนื่องจากมองว่าไม่ถูกต้องตามหลักการและขัดต่อสิทธิบุคคลในการทำงานต่างประเทศ ซึ่งไทยยืนยันขอให้แก้ไขตามกฎกติกาสากล
เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ CI แล้วหันมาใช้บัตรสีชมพู นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะกระบวนการยืนยันประชากร ทั้งบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และข้อมูลไบโอเมตริก ต้องให้ประเทศต้นทางเป็นผู้รับรอง หากไทยยืนยันฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต อาจเกิดปัญหาการสวมสิทธิ์และกระทบต่อความมั่นคงในการติดตามตัว ดังนั้นศูนย์ CI จึงยังมีความสำคัญ โดยจะเน้นการเจรจากับเมียนมาให้ปรับกระบวนการให้เป็นไปตามหลักสากลก่อน
ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ภาครัฐมีกลไกอนุญาตให้ต่ออายุแรงงานที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วในบางกรณีผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคเอกชนและระบบเศรษฐกิจ โดยเป้าหมายหลักของกระทรวงแรงงานคือต้องการให้แรงงานทุกสัญชาติเข้ามาอยู่ในระบบและขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ในประเทศ