จากกรณี คุณณฐาภพ สังเกตุ ผู้สื่อข่าวอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารพม่า ตรวจค้นและพยายามขัดขวางการทำงานในฐานะสื่อมวลชนระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวกระบวนการทำเอกสารรับรองบุคคล (CI) ของแรงงานข้ามชาติที่ ศูนย์ CI ตม. สมุทรปราการ
โดยผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ระบุว่า เขาถูกเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่าเป็นคนของรัฐบาลทหารพม่า ขอตรวจค้นบัตรประจำตัวและถ่ายบัตรประชาชนและข้อมูลของเขาไป
รวมทั้งถูกชายสองคนที่อ้างว่าพาแรงงานข้ามชาติมาทำ CI ข่มขู่และไม่พอใจที่เขาลงพื้นที่ถ่ายภาพ บริเวณศูนย์ CI ทั้งที่ตัวเขาติดปลอกแขนนักข่าวและสะพายกล้อง เพื่อแสดงตัวตนอย่างชัดเจนว่าเป็นนักข่าว และยืนยันว่าการถ่ายภาพของเขาแค่ต้องการถ่ายรูปบริเวณโดยนอก ภาพบรรยากาศที่แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำกระบวนการ CI เพื่อนำไปประกอบข่าว แต่ระหว่างที่กำลังถ่ายป้ายประกาศด้านหน้าตามปกติ มีชายคนหนึ่งเดินชาร์จเข้ามาและพยายามตรวจค้นเอกสารของเขา จนตัวเขาต้องอธิบายสถานะตัวตนเองไปว่าเป็นนักข่าวอิสระ ที่ทำงานส่งข่าวให้สำนักข่าวต่างๆ โดยได้แสดงชื่อ นามสกุล เพื่อให้เขาตรวจสอบประวัติผ่านทางอินเตอร์เน็ตที่มีผลงานของตนเองเผยแพร่อยู่ เนื่องจากตัวเขาไม่มีบัตรพนักงานเพราะไม่ได้เป็นพนักงานประจำ และกรมประชาสัมพันธ์ไม่ออกประจำตัวสื่อมวลชนให้เพราะว่าเขาไม่มีสังกัดรับรอง
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ระบุว่า หลังจากที่ชายคนดังกล่าวได้รับข้อมูลไปแล้ว ตัวเขาก็ได้พูดคุยและขอสัมภาษณ์ชายคนดังกล่าวประมาณ 5 นาที ได้ข้อมูลว่าเป็นนายจ้างที่พาแรงงานข้ามชาติมาต่ออายุ CI ก่อนจะแยกย้ายกันไปด้วยดี จากนั้นเขาเดินถ่ายภาพขณะที่แรงงานข้ามชาติกำลังเดินเข้ามาสู่กระบวนการ โดยไม่ได้พยายามที่จะถ่ายเข้าไปข้างในหรือถ่ายติดข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ แต่ก็มีผู้ชายพูดไทยไม่ค่อยชัด อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากทางการพม่า ตะโกนบอกให้เขาหยุดถ่ายภาพ และเรียกตัวไปซักถามว่าถ่ายภาพไปทำไม รวมทั้งมีกลุ่มคนเข้ามาล้อมตัวเขา และแสดงความไม่พอใจที่เขาลงพื้นที่มาทำข่าวในครั้งนี้ รวมทั้งถูกตรวจค้นบัตรประประจำตัวประชาชนและถ่ายรูปไปด้วย นอกจากนั้นยังถูกชายอีกคนหนึ่งบังคับให้เขาเปิดรูปถ่ายทุกใบที่ถ่ายไป
“คำถามของผมคือ ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คุณมีสิทธิแสดงตัวและขอให้ผมขออนุญาตถ่ายภาพหรือแม้กระทั่งไม่อนุญาตให้ผมถ่าย ในพื้นที่ที่เป็นความลับได้ แต่คุณกลับไม่แสดงตัวว่าคืออะไร หรือมีผลประโยชน์ได้เสียอย่างไรกับกระบวนการนี้ แต่มีสิทธิอะไรมาพยายามขัดขวางการทำงานของสื่อมวลชน ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสาธารณะชน และเป็นเรื่องที่คนทั่วไปควรได้รับข่าวสารข้อมูล” ผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ระบุว่า
ผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ยังระบุอีกว่า เขาได้รับข้อความว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของรัฐบาลพม่า เขาจึงโต้ตอบกลับไปว่า ที่นี่เป็นราชอาณาจักรไทย พร้อมตั้งคำถามว่าวันนี้เราปล่อยให้คนจากรัฐบาลทหารพม่าเข้ามาข่มขู่สื่อมวลชนไทย ถึงในประเทศไทยได้แล้วใช่ไหม? และคำถามสำคัญคือทำไมกระบวนการเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) ให้กับแรงงานเมียนมา ถึงกลายเป็นพื้นที่แห่งความลับ ที่หวาดกลัวการทำงานของสื่อมวลชน และพยายามขัดขวางไม่ให้สื่อมวลชนรายงานข้อเท็จจริง หรือแม้กระทั่งแค่บรรยากาศทั่วไปของกระบวนการ โดยในวันดังกล่าวตนเป็นนักข่าวคนเดียวที่ลงพื้นที่ศูนย์ CI ตม. สมุทรปราการ จึงกลายเป็นเป้าหมายและถูกคุกคาม ขัดขวางการทำงานได้โดยง่าย และจำเป็นต้องรีบออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
“ผมมองว่าสิ่งที่ผมเจอในเช้าวันนี้นั้น คงเป็นการพยายามข่มขู่การทำงานของสื่อมวลชน แต่คงไม่ถึงครึ่งของการพยายามข่มขู่และมัดมือชกแรงงานข้ามชาติเมียนมากว่า 3 ล้านคนในประเทศไทย นี่คือผลประโยชน์ของสังคมไทย ที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างการออกเอกสารรับรองบุคคลให้กับแรงงานข้ามชาติ ควรเป็นผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการที่ต้องกลับมาเป็นผลประโยชน์ของรัฐและคนไทย มิใช่ผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารพม่า และเหล่านายหน้าที่เรียกเก็บเงินรายทางจากแรงงานข้ามชาติ เหตุการณ์ที่ผมเจอวันนี้ช่วยตอกย้ำว่ามีความไม่ชอบมาพากลในระหว่างกระบวนการทางเอกสารของแรงงานข้ามชาติในปัจจุบัน”
นอกจากนั้นผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ยังทิ้งท้ายอีกว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ CI ตม. สมุทรปราการ ที่เข้ามาช่วยเหลือผมระหว่างการถูกข่มขู่ และให้อนุญาตผมถ่ายภาพในพื้นที่ภายนอก โพสต์นี้ไม่ได้ต้องการวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ CI ตม. สมุทรปราการ แต่ตั้งคำถามถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่า ที่แสดงอำนาจ และพยายามขัดขวางการทำงานของสื่อมวลชน รวมทั้งชายนอกเครื่องแบบชาวไทยทั้งสองคน ที่แสดงความไม่พึงพอใจการทำงานโดยปกติของสื่อมวลชน และพยายามขัดขวางการทำงาน
ล่าสุด คุณณฐาภพ โพสต์ข้อความว่า ถามว่าทำไมเจ้าหน้าที่ไทยถึงไม่สนใจเรื่องอันตรายแบบนี้เลยแปลกไหม แต่ข้อเท็จจริงคือ กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ของไทยเรานี่ละครับ ที่เป็นคนอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์ CI ด้วยตนเอง โดยอำนวยความสะดวกให้ทางการเมียนมาจัดส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 33 ราย เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์ CI ทั้ง 5 แห่งในไทย
นอกจากนั้นผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ยังระบุอีกว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษกรมจัดหางาน แต่อยากให้รู้ว่าการอนุญาตให้รัฐบาลทหารพม่าเอาคนของตนเองเข้ามามีอำนาจในศูนย์ CI นั้น สิ่งที่ตามมาคือการที่รัฐบาลพม่า ดึงเอาพวกพ้อง ญาติ มาเฟีย ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร มาหาผลประโยชน์ภายในศูนย์ CI ดังนั้นควรยอมรับข้อผิดพลาดที่ปล่อยปะละเลยไม่มีการตรวจสอบภายในศูนย์ CI และเขายังเรียกร้องว่า ควรยุติการดำเนินการของศูนย์ CI ทั้งหมดจนกว่าจะมีความโปร่งใส มีเจ้าหน้าที่รัฐไทยคอยควบคุมดูแล และเปิดให้สื่อมวลชน คนทั่วไปสามารถเข้าไปสังเกตการณ์กระบวนการได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ทั้งมาเฟียไทยกับพม่ารวมหัวกันยึดครองอำนาจในพื้นที่แบบนี้
“มีแรงงานคนหนึ่งที่เจอผมเมื่อวานที่ศูนย์ CI สมุทรปราการ ได้โทรเข้ามาหาผม และขอให้ปิดบังตัวตนเขา เขาร้องขอผมในฐานะสื่อมวลชนว่า อยากให้กลับมาที่ศูนย์ CI อีกครั้งได้ไหม เพราะตอนนี้พวกแรงงานถูกขูดรีด จนไม่ไหวกันแล้วแต่ไม่สามารถเรียกร้องใครได้ เอาง่ายๆ แม้กระทั่งข้าวที่จะกินยังต้องรอใบเสร็จจากทางรัฐบาลพม่า และต้องกินข้าวเท่าที่ทางการพม่าจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น ที่นี่ประเทศไทยไม่ใช่เรือนจำพม่า ขอเรียกร้องให้ยุติศูนย์ CI และจัดการเอาคนพม่าที่มีความสัมพันธ์กับผู้นำทหารพม่า และจ้องจะรีดไถ่แรงงานออกไปจากประเทศไทยในทันที” ผู้สื่อข่าวอิสระรายดังกล่าว ระบุ