นายอรรณพ บุญสว่าง หรือ ทนายเป้ง ทนายความของเยาวชนที่อ้างว่า ถูกทนายดังคุกคามทางเพศ กล่าวว่า ตัวเองได้รับทราบข้อเท็จจริง จากผู้เสียหายและพ่อของผู้เสียหาย มาตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2568 หลังรับทราบเรื่องพยายามตรวจสอบ ซึ่งเยาวชนที่เป็นผู้เสียหายมีอายุเพียง 18 ปี โดยคดีนี้ ตัวเองได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากพนักงานร้านและผู้เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความตำรวจในหลายท้องที่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพราะต้องการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อประกอบสำนวนคดีแล้วเสร็จก่อน
ซึ่งเบื้องต้นมองว่าอาจเข้าข่ายความผิด ในข้อหากระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ส่วนนี้จึงต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อดำเนินคดีตามสิทธิ์ จากการสอบถามผู้เสียหายเบื้องต้น ยืนยันว่าตัวเองไม่ยินยอม แต่ส่วนนี้ก็ต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากฝั่งของทนายแก้วด้วย เพราะตัวเองก็ได้ฟังมาจากการซักถามฝั่งผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว
เบื้องต้นทราบว่า เหตุการณ์ล่วงละเมิดเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ภายในรถของทนายแก้ว โดยทนายแก้วได้นัดหมายกับผู้เสียหายให้ไปดื่มกาแฟกันในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่าน พระราม 3 และระหว่างเดินทางออกจากห้างย่าน พระราม 3 ไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ทราบว่าทนายแก้วมีการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวผู้เสียหายที่บริเวณต้นขา หน้าอกและอวัยวะเพศ รวมถึงระหว่างอยู่ในร้านก็พบว่ามีการโอบกอดกัน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ ฝ่ายผู้เสียหายเล่าว่ามีการจูบแต่อีกฝ่ายทนายแก้วบอกว่าเป็นเพียงการหอมแก้ม
ส่วนการสัมผัสจากเป็นการสัมผัสกันทางชู้สาวซึ่งเกี่ยวข้องกับเพศ จึงต้องดูว่าเจตนาของการกระทำที่เกิดขึ้น มาจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรืออีกฝ่ายเข้าใจว่าสามารถทำได้ ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทนายแก้วด้วย รวมถึงต้อง สอบถามทนายแก้วว่า ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไร ส่วนรายละเอียดขอไม่เปิดเผย
ส่วนกรณีที่มีภาพแชท LINE หลุดออกมา ว่ามีการพูดคุยทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน รายละเอียดส่วนนี้ตัวเองขอสงวนไว้ เพื่อประกอบเป็นข้อมูลในสำนวนคดี
สำหรับความสัมพันธ์ของผู้เสียหาย และทนายแก้ว พบว่ารู้จักกันผ่านทางพ่อของผู้เสียหายในวันที่ 8 กันยายน 2568 โดยรู้จักกันที่ร้านของพ่อผู้เสียหาย ซึ่งได้ชักชวนให้ทนายแก้วมาช่วยทำคลิป คอนเทนต์โปรโมตร้านให้ จากนั้นมีการแลก LINE กันระหว่างทนายแก้ว และผู้เสียหายเพื่อสื่อสารพูดคุยเกี่ยวกับการตัดคลิปโปรโมตร้าน ลักษณะการพูดคุยคือการแอบพูดคุยกันโดยไม่ให้พ่อของผู้เสียหายรู้
จากนั้นมีการนัดหมายเพื่อพบกันหลังรู้จักกันเพียง 4 วัน คือวันที่ 12 กันยายน 2568 ส่วนตัวจึงมองว่าระยะเวลาเพียง 4 วัน ความสัมพันธ์จะถึงขั้นเลยเถิดมาสัมผัสในตัวกันได้หรือไม่ แต่เท่าที่ทราบฝั่งผู้เสียหาย ระบุว่า ตัวเองรู้สึกไม่ดีที่ถูกสัมผัสและมีการปัดป้องตามสมควร อีกทั้งยังรู้สึกตกใจ และกังวลเกรงว่าหากเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง จะไม่มีคนเชื่อเนื่องจากผู้ที่ก่อเหตุมีชื่อเสียง และทำไมจึงพึ่งมาเปิดเผยหลังเกิดเหตุไปแล้วหลายเดือน ส่วนเรื่องเงินที่มีการเปิดเผย
ก่อนหน้านี้มีการพยายามเจรจาตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันตั้งแต่หลัก 10 ล้านบาท , 5 ล้านบาท และ 2.5 ล้าน บาทนั้น ส่วนตัวทราบว่ามีบุคคลกลางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้พูดถึงเรื่องเงินผ่านทางโทรศัพท์ ส่วนนี้จึงต้องถามกลับไปยังทนายแก้วว่า ข้อเสนอเรื่องเงิน เป็นการสอบถามเพื่อให้ฝั่งผู้เสียหายเรียกร้องเงิน หรือเป็นการเสนอให้ แต่ในวันที่ตัวเองอยู่ด้วยยืนยันว่าได้ยินฝั่งทนายแก้วเป็นผู้เสนอเงินชดเชยให้กับผู้เสียหายมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท ส่วนการทำคดีก็ทราบว่าหลังเกิดเรื่องได้มี พนักงานอัยการพยายามที่จะโทรมาหาพ่อผู้เสียหาย เพื่อขอให้เกิดการเจรจายอมความกัน แต่ส่วนตัวก็มองว่าคดีนี้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ และเกรงว่า คดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้ที่มาต่อรองมีตำแหน่งเป็นถึงพนักงานอัยการ
“ผมได้ยินว่าพี่แก้วเป็นฝ่ายเสนอ แล้วเสนอแล้วว่าเท่าไหร่ก็ไม่เอา ตกลงจะเอาเท่าไหร่? วันนั้นถ้าจำไม่ผิดแล้วถ้าผมเรียกพี่สัก 5 ล้าน, 10 ล้านพี่ไม่มีจะจ่ายหรอก แล้วผมก็ไม่อยากได้เงินพี่ด้วย ถ้าพูดกันแบบนี้ถือว่าเรียกเงิน ตบทรัพย์ หรือหาฉวยโอกาสไหมครับ ผมว่าไม่ใช่นะครับ ผมว่านั่นยังเป็นคำด่าอยู่เลยครับ”
นอกจากนี้ นายอรรณพ ยังมองว่าจนถึงขณะนี้ตัวเองก็ยังไม่เห็นบรรยากาศของการไกล่เกลี่ย เจรจา ไปในแนวทางที่ดี เนื่องจากพ่อของผู้เสียหายยังมีความรู้สึกโกรธ ที่ผ่านมาทนายแก้วถือเป็นบุคคลที่พ่อผู้เสียหายไว้ใจ เคารพ ชื่นชอบ ถึงขั้นว่าจ้างให้เป็นทนายความส่วนตัวให้กับตัวเอง แม้ว่าทนายแก้วขอโทษตั้งแต่เกิดเรื่อง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบการแสดงความรับผิดชอบจากฝั่งคู่กรณีที่ชัดเจนแต่อย่างใด