Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ศูนย์ ACSC ทลายเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ศูนย์ ACSC ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการทลาย Black Market Page พบเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม บก.ปอท. ร่วมกับตำรวจเชียงราย จับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้า, กลุ่มจัดหาบัญชีม้า, กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด และกลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งประเทศเมียนมา

ศูนย์ ACSC ศูนย์ ACSC
ศูนย์ ACSC ทลายเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

1. นาย จันทร์ อายุ 62 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้า

2. นาย ไกรเพชร อายุ 36 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มจัดหาบัญชีม้า

3. นาย กฤษดา อายุ 32 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มจัดหาบัญชีม้า

4. นาย กรวิก อายุ 37 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มจัดหาบัญชีม้า

5. นาย จิรศักดิ์ อายุ 24 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มจัดหาบัญชีม้า

6. นาย ปราโมทย์ อายุ 32 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด

7. น.ส. คุณารักษ์ อายุ 37 ปี บุคคลสัญชาติไทย กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด

8. นาย สุรชัย อายุ 21 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติ กลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งเมียนมา

9. นาย หน่อคำ อายุ 27 ปี บุคคลสัญชาติเมียนมา กลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งเมียนมา

10. นายซาย อายุ 24 ปี บุคคลสัญชาติเมียนมา กลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งเมียนมา

โดยผู้ต้องหาทั้งหมด ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”

ศูนย์ ACSC ศูนย์ ACSC
ศูนย์ ACSC ทลายเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความในระบบ “แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ว่าถูกมิจฉาชีพหลอกให้ซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจ ไดมอนด์” และ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าตามคำสั่งซื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ทำการสืบสวนทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊ก พบว่า มีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์กลุ่มเดียวกัน ได้ร่วมกันหลอกขายนาฬิกาข้อมือในรูปแบบการประมูลสินค้า และหลอกขายยางล้อรถยนต์ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และจะมีวิธีการสร้างแรงจูงใจด้วยการจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม มีการใช้บริการประกาศโฆษณา (Meta ads) ทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นเพจเฟซบุ๊กร้านค้าจริง จึงติดต่อซื้อสินค้า  พร้อมทั้งโอนเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งสุดท้ายไม่มีการจัดส่งสินค้าจริง

ทั้งนี้เบื้องต้น พบว่า ภายในปี 2568 มีการกดถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท ข้ามไปยังฝั่งเมียนมา และสามารถจัดหาส่งบัญชีม้าไปให้กลุ่มคนร้ายฝั่งเมียนมาได้ตลอดไม่มีขาด นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเครือข่ายกลุ่มผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อีกกว่า 40 คดี มูลค่าความเสียหายที่แจ้งรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยมีลักษณะการหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกขายสินค้าออนไลน์, หลอกจองที่พัก และหลอกให้ทำงานหารายได้พิเศษจากการสืบสวน พบว่า กลุ่มคนร้ายยักย้ายถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ หลายทอดเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะโอนเงินต่อให้กับกลุ่มผู้ต้องหาฝ่ายทำหน้าที่กดถอนเงินสด ซึ่งตระเวนกดถอนเงินสดจากตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. จึงขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา เมื่อวันที่ 21-24 ม.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้บูรณาการกำลังร่วมกันตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, จ.ระยอง, จ.พะเยา และจ.เชียงราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 26 รายการ, คอมพิวเตอร์ 2 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ จำนวน 24 รายการ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ

จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น นายหน่อคำ กับ นายไกรเพชร ให้การสรุปได้ว่า เมื่อปี 2568 นายหน่อคำ ทำงานกับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา มีหน้าที่ฟอกเงินและกดถอนเงินสด โดยนายหน่อคำจะส่งเลขบัญชีม้าให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อโอนเงินเข้ามา จากนั้นนายหน่อคำจะเดินทางมาถอนเงินสด ตามตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดกลับไปให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ ซึ่งได้รับผลตอบแทนร้อยละ 20 ของยอดเงิน

ศูนย์ ACSC ศูนย์ ACSC
ศูนย์ ACSC ทลายเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายหน่อคำ จะติดต่อกับ นายไกรเพชร ซึ่งเป็นคนจัดหารบัญชีม้าในประเทศไทย เพื่อนำบัญชีม้าซึ่งล็อคอินในโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งานแล้วส่งไปให้กับ นายหน่อคำฝั่งเมียนมา ซึ่งนายไกรเพชรได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท/บัญชี/วัน แต่เนื่องจากมาตรการของทางประเทศไทยในการอายัดบัญชีม้า ทำให้ไม่สามารถถอนเงินสดได้ทัน นายหน่อคำ ได้ย้ายมารวมกลุ่มกับนายไกรเพชร ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้ครบขั้นตอน โดยจะช่วยกันทำหน้าที่ทำถอนเงินสด ตามตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดไปส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมาหรือโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ ซึ่งนายหน่อคำและนายไกรเพชรได้รับผลตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 10 ของยอดเงิน

ด้าน น.ส.คุณารักษ์ และนายปราโมทย์ ให้การสรุปได้ว่า ทำหน้าที่ฟอกเงินและถอนเงินสดให้กับกลุ่มผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา ซึ่ง น.ส.คุณารักษ์ มีบัญชีธนาคารประเภทบัญชีสำหรับร้านอาหารทำให้สามารถรับและโอนเงินออกได้จำนวนมาก เมื่อถูกอายัดบัญชี ก็สามารถร้องขอปลดอายัดได้สะดวกโดยอ้างเหตุการณ์ทำธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ น.ส.คุณารักษ์ และ นายปราโมทย์ จะใช้บัญชีร้านอาหารและบัญชีชื่อของตนเองรับโอนเงิน แล้วจะโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ หรือตระเวนถอนเงินสดตาม   ตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดไปส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยแค่ในปี 2568 มีการถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท นำข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา ทั้งนี้ น.ส.คุณารักษ์ และนายปราโมทย์ ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 3 ของจำนวนยอดเงิน

ทั้งนี้ จากการดำเนินการของ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารต่างๆ ยกระดับการปราบปรามด้วยระบบมอนิเตอร์แบบ Real time ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ตรวจจับและระงับบัญชีม้าได้ทันที ส่งผลให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์โอนเงินออกหรือถอนเงินได้ยากขึ้น จนขาดความคล่องตัว บีบให้มิจฉาชีพอย่าง “นายหน่อคำ” ต้องเปลี่ยนแผนย้ายฐานปฏิบัติการจากประเทศเมียมาเข้ามาใน        ประเทศไทย เพื่อพยายามกู้คืนความรวดเร็วในการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการหลอกลวง นำไปสู่การจับกุมได้ในครั้งนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ