18 ก.พ. 69 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และคณะ ร่วมกันสืบสวนจับกุมตัวนายอดิศักดิ์ หรือ “โจโจ้” อายุ 33 ปี (บุคคลไม่มีทะเบียนราษฎร์) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.963/2569 ลงวันที่ 18 ก.พ. 69 โดยกล่าวหาว่า “ลักทรัพย์ในเคหสถาน และบุกรุกเคหสถาน” จับกุมได้ที่ ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 69 เวลา 22.00 น. ณ บ้านริม ถ.ประชาชื่น นายตำรวจระดับ ผกก. สังกัด บช.น. เป็นผู้เสียหาย ได้กลับมาถึงบ้านแล้วพบว่าทรัพย์สินหายไปหลายรายการ
เช่น พระเครื่องจำนวนมาก พระบูชาขนาด 12 นิ้ว 2 องค์ และอื่น ๆ พบร่องรอยการถูกงัดแงะภายใน จึงเดินทางไปแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น โดยยังไม่ทันจะแจ้งความเสร็จ คนร้ายได้กลับมาก่อเหตุเป็นครั้งที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าคนร้ายจะต้องกลับมาก่อเหตุอีก จึงวางแผนที่จะจับกุมคนร้ายด้วยตัวเอง
โดยในช่วงเช้าของวันที่ 7 ก.พ. 69 คนร้ายได้กลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้ง ทว่าคนร้ายเห็นฝ่ายผู้เสียหายกำลังซุ่มจึงไหวตัววิ่งหลบหนี โดยระหว่างวิ่งหลบหนี “ปั่นประสาท” ด้วยการยิ้มท้าทายให้กล้องวงจรปิด เยาะเย้ยผู้เสียหาย ก่อนหลบหนีเข้าไปในชุมชนบ่อฝรั่ง ถ.ประชาชื่น แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ รวมการก่อเหตุทั้ง 3 ครั้งได้ทรัพย์สินไปมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท
หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.ศักดิเดช กัมพลานุวงศ์ ผกก.สน.ประชาชื่น ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ประชาชื่น และ ชุดยาเสพติด บช.น. (ศอ.ปส.บช.น.) ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามคนร้ายในพื้นที่ชุมชนบ่อฝรั่ง แต่คนร้ายไหวตัวทัน หอบผ้าวิ่งหลบหนีออกจากชุมชน หนีการจับกุมไปได้อย่างฉิวเฉียดอีกครั้ง
ในการสืบสวนติดตามยากลำบาก เพราะคนร้ายเป็น “คนเถื่อน” อยู่ในแก๊งหัวจ่ายยาเสพติด สถานะไร้ตัวตน ทีมสืบสวนแกะรอยเปลี่ยนจากหาคนเป็นหาของกลางนานเกือบสัปดาห์ กระทั่งได้พบพระเครื่องจนทราบผู้ขายฉายา “โจโจ้” ชอบไปตามวัดย่านบางบัวทอง นนทบุรี
กระทั่งทีมสืบสวนได้พบกับคนร้ายที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ย่านบางบัวทอง แต่คนร้ายระวังตัวตลอดเวลา เมื่อได้สบตากับทีมสืบสวนเห็นท่าทางคล้ายทรงสืบ คนร้ายจึงได้วิ่งหลบหนีไป คลาดกับทีมสืบสวนไปได้กว่า 3 ครั้ง
พล.ต.ต.ธีรเดชฯ จึงสั่งการวางแผนการจับกุมด้วยแผนการพลางตัวสุดแยบยลเพื่อเข้าถึงตัวคนร้ายโดยมิให้รู้ตัว กระทั่งวันที่ 18 ก.พ. 69 ชุดสืบสวนสืบทราบว่าคนร้ายนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนเพื่อจะไปมั่วสุมยาเสพติดตามวัด จึงวางแผนกระจายตามวัด โดยทีมสืบสวนปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโตอยู่ในงานประจำปี ณ วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เพื่อสังเกตการณ์ตามล่าคนร้าย
กระทั่งช่วงค่ำ ทีมสืบสวนได้ไล่สแกนหน้าบุคคลภายในวัดพบกับชายต้องสงสัยใบหน้าคล้ายคนร้ายมาปรากฏตัวภายในวัด ครานี้ทีมสืบสวนจะไม่ปล่อยให้คนร้ายวิ่งหลบหนีได้อีก ทีมสืบสวนในบทบาทคณะสิงโตจึงค่อยๆ เชิดสิงโตเข้าไปใกล้ๆ กับคนร้าย จนประชิดตัวร้าย ก่อนล้อมรวบจับคนร้ายได้ในที่สุด
โดยคนร้ายยังอยู่ในอาการงุนงง หลังจับกุมตรวจสอบพบว่าคนร้ายคือ นายอดิศักดิ์ หรือ โจโจ้ อายุ 33 ปี ตรวจพบว่าเคยต้องโทษคดีเกี่ยวกับ ยาเสพติด และ การลักทรัพย์ เป็นจำนวน 9 คดี
จากการขยายผลชุดสืบสวนได้ยึดของกลางได้หลายรายการ และสืบทราบว่า นายอดิศักดิ์ เป็นบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์เนื่องจากครอบครัวมิได้ไปแจ้งเกิด และใช้ชีวิตพเนจรมาตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี อาศัยการลักเล็กขโมยน้อยเพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติดเสพ หลังจับกุมตัวได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายและทำการขยายผลเพื่อติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหายต่อไป
ในชั้นจับกุม นายโจโจ้ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ชีวิตตนนั้นเริ่มพเนจรหนีออกจากบ้านตั้งแต่ 11 ปี เพราะตอนนั้นติดดมกาว และน้อยใจแม่มีสามีใหม่ ชีวิตตนนั้นเติบโตมาในมุมมืด ไม่ได้เรียนหนังสือ อยากสมัครงานแต่ก็สมัครไม่ได้เพราะเป็นคนไม่มีบัตรประชาชน
โดยคดีนี้ตนได้ขึ้นบ้านผู้เสียหายเป็นจำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 นั้นมิได้ขโมยสิ่งใดไปเพราะคนที่อยู่ในบ้านรู้ตัวก่อนโดยทรัพย์สินที่ได้จากการก่อเหตุในคดีนี้ตนเองได้ขายไปหมดแล้ว โดยขายไปในราคาถูก ที่ตนไปก่อเหตุนั้นเพราะเกิดจากอาการดีดยาม้า หลังจากเสพเข้าไป 3 เม็ด และที่ชอบวิ่งหนีเพราะตนเป็นคนขี้ระแวง เพราะพื้นฐานเป็นคนที่เสพยาเสพติดเป็นประจำ
โดยที่ตนก่อเหตุเพื่อจะนำเงินไปซื้อยาเสพติดมาเสพ และนำไปเล่นการพนัน ส่วนที่ยิ้มให้กล้องวงจรปิดนั้นตนเองไม่ได้เยาะเย้ย แต่เพราะวิ่งหนีแล้วเหนื่อย โดยที่มางานวัดวันนี้ได้นัดหมายกับเพื่อนเพื่อจะมาเสพยาที่หลังวัด ไม่ทราบว่าตำรวจจะมาหาเจอ และคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตำรวจจะปลอมตัวเป็นคณะเชิดสิงโต ตกใจมาก
หลังพ้นโทษอยากขอความเมตตาให้ตำรวจพาไปทำบัตรประชาชน ให้ตนเองมีข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ตนอยากสมัครงาน พร้อมสัญญาว่าหากออกมาครั้งนี้แล้วทำอีกยอมให้ตำรวจซ้ำได้เลย
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวว่า “คดีลักทรัพย์ตามบ้านที่เจ้าของไม่อยู่ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยตำหนิรูปพรรณคนร้ายรายนี้ มีส่วนสูงประมาณ 168 ซม. ผิวดำแดง รูปร่างสมส่วน หากประชาชนผู้ใดเคยพบหรือเคยประสบเหตุจากคนร้ายรายนี้ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังสืบสวนติดตามคนร้ายรายนี้ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ไม่มีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ ที่ผ่านมาอาจทำให้ข้อมูลการสืบสวนไม่สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลหรือนำตัวมาดำเนินคดีได้”
“คนร้ายรายนี้ เห็นได้ชัดว่าต้นเหตุจากการเสพยาเสพติดนำไปสู่การก่ออาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการจับกุมเม็ดยา แต่เรายังมุ่งเน้นแก้ปัญหายาเสพติดในทุกๆ มิติด้วย ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.” พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว