ไทยพีบีเอสโต้ผลตรวจ สตง. ปมชดใช้ 85 ล้าน ยืนยันโปร่งใส-ไม่มีทุจริต

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ไทยพีบีเอส ยืนยันดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย ไร้เจตนาทุจริต หลัง สตง.พบข้อบกพร่องจากการจ้างผลิตรายการ ค่าพิธีกร พร้อมจี้ชดใช้เงิน 85 ล้านบาท

จากกรณีมีการเผยแพร่รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ "ไทยพีบีเอส" ในช่วงปีงบประมาณ 2565 - 2568 รวมวงเงิน 5,094.56 ล้านบาท

โดยเฉพาะประเด็น สตง.ได้สรุปผลการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ ผู้ร่วมรายการ โดยพบข้อบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ก่อให้เกิดความเสียหาย และเห็นควรให้ดำเนินการเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย 85,222,935.65 บาทนั้น

รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

ล่าสุดนายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. แถลงข่าวชี้แจงว่า การตรวจสอบการทำงานของ ส.ส.ท.มีหลายหน่วยงาน โดยการตรวจสอบจาก สตง.ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังถูกตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี รวมทั้งมีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งส่งรายงานประจำปีให้ ครม.รับทราบ รวมทั้งมีหน่วยงานตรวจสอบภายใน

ทั้งนี้ สตง.ไม่ได้เป็นหน่วยในการวินิจฉัยหรือกำหนดโทษ แต่เมื่อตรวจสอบเจอก็จะแนะนำให้มีการปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้เมื่อมีการเปิดตรวจแล้ว หน่วยตรวจอย่าง สตง.ก็จะต้องให้หน่วยงานผู้รับตรวจมีการชี้แจงเพื่อรับฟังเหตุผล และนำไปพิจารณา ก่อนที่ สตง.จะรายงานผลตรวจ ซึ่งกระบวนการปิดสอบของ สตง.ก็กำหนดกระบวนการดังกล่าวไว้ชัดเจน ดังนั้นการตรวจเหล่านี้จึงไม่ใช่คำวินิจฉัยแต่เป็นเรื่องคำแนะนำ

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ส.ส.ท.ยังมีโอกาสที่จะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับผลตรวจดังกล่าว เพราะตามกฎหมายกำหนดว่าถ้าหน่วยรับตรวจไม่เห็นด้วย หรือเชื่อว่าสิ่งที่ดำเนินการเป็นไปตามกฎระเบียบของหน่วยงาน ไม่มีผู้ทุจริตเกิดขึ้น หน่วยงานเองก็ไม่ได้เสียหาย ซึ่งกรณีประเด็นที่เป็นข่าวเรื่องการทำรายการ เราก็มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยถูกต้อง ผ่านการเปรียบเทียบเสนอราคา และเข้าสู่ระบบ e-GP ซึ่งเป็นระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผย ก็แสดงให้เห็นว่าเราทำอย่างโปร่งใส เปิดเผยทุกขั้นตอน ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งก็เป็นหลักประกันส่วนหนึ่งว่าสิ่งที่เราทำนั้น ทำไปโดยถูกต้อง ตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเมื่อทำไปแล้วก็ไม่ปรากฎว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ไม่มีนอกไม่มีใน แล้วท้ายที่สุดเราก็ได้รับงานตามสัญญาที่เขียนไว้ นำเสนองานเป็นตอนๆ ใช้ออกอากาศ ซึ่งก็ถือว่าเราได้รับชิ้นงานนั้นแล้ว

นายพิเศษ บอกอีกว่า เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการทุจริต และไม่มีความเสี่ยหายเกิดขึ้นกับ ส.ส.ท.แต่อย่างใด และรายการที่เราว่าจ้างไปก็มีการนำไปออกอากาศ ซึ่งมองว่าก็จะเป็นเพียงความเห็นที่ สตง.แนะนำมา แต่ถ้า ส.ส.ท.มั่นใจก็จะยืนยันกลับไปที่ สตง.ก็ได้ หรือแม้กระทั่งไม่เห็นด้วยกับ สตง.ก็ได้หากเห็นว่าไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจง ทั้งนี้ยืนยันว่า ส.ส.ท. พร้อมให้มีการตรวจสอบ และต้องการทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารระและเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไปได้สร้างประโยชน์และคุณค่า

“สิ่งที่เป็นข่าวที่ออกไปทั้งในออนไลน์ ออฟไลน์ หรือในโซเชียลมีเดีย อยากขอความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีที่ว่านี้ ส.ส.ท.ยังไม่ได้รับหนังสือเลย มีแต่วอนอยู่ในออนไลน์ แต่หนังสือยังไมมี แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยตรวจไม่ส่งรายงานให้เรา หรือเรียกคุยหน่วยงานที่รับตรวจโดยวิธีปกติเพื่อเปิดโอกาสให้มีการชี้แจงหรือพูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง แต่กรณีนี้ก็ไม่ทราบว่าข้อมูลนี้หลุดออกไปได้อย่างไร” นายพิเศษ กล่าว

ก่อนหน้านี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สรุปรายงานผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินในการบริหารจัดการรายการของ “ไทยพีบีเอส” ในปีงบประมาณ 2565 – 2568 รวม 5,094.56 ล้านบาท เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินในการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ

สตง. พบประเด็นข้อตรวจพบสำคัญที่ควรได้รับการปรับปรุงและแก้ไข 2 ข้อ คือ ตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์บางส่วนยังไม่สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงาน และการบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ

เปลี่ยนตัวชี้วัดบ่อย พิสูจน์ไม่ได้ “ความนิยมเพิ่ม” หรือจาก “เปลี่ยนเกณฑ์”

สำหรับ ตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ สตง.พบว่า ตัวชี้วัดบางส่วนขาดความต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวชี้วัดเกี่ยวกับความนิยมของรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโทรทัศน์ ขณะเดียวกันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผลการดำเนินงานที่บรรลุเป้าหมายเกิดจากการขยายฐานผู้ชมหรือได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจริง หรือมาจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อเสนอแนะให้ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสพิจารณาดำเนินการวิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายองค์กร เพื่อกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และถ่ายทอดไปยังหน่วยงานภายในโดยให้น้ำหนักตัวชี้วัดมากน้อยสัมพันธ์ตามบทบาทความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้สะท้อนความวำเร็จของการเป็นสื่อสาธารณะทีส่งมอบคุณค่าที่ยึดโยงกับประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

รวมถึงเสนอให้นำข้อมูลพฤติกรรมของผู้ชมรายการมาประกอบการวางแผนการผลิตและการจัดหารายการให้สอดคล้องกับความต้องการ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิกในระบบ One Thai PBS ให้แล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเติบโตของยุคดิจิทัล

ปรับแผน Online First แต่บริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สตง.ยังพบว่า ในปี 2568 ไทยพีบีเอสมุ่งเน้นการผลิตรายการประเภท Online First เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการผลิตรายการประเภท TV First แต่จากการตรวจสอบพบว่า การบริหารจัดการรายการยังไม่มีประสิทธิภาพ

ระบบบริหารแผนงาน (Business Management Plan System: BMP) ยังไม่มีการแสดงผลตัวชี้วัดองค์กร โดยจะแสดงเพียงผลสำเร็จและก้าวหน้าของแต่ละโครงการ ส่งผลให้ผู้บริหารขาดข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางในการบริหารงาน

สาเหตุมาจากฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ยังไม่มีกำหนดแนวทางหรือซักซ้อมทำความเข้าใจ และกำชับหน่วยงานภายในให้มีการรายงานผลการดำเนินงานในระบบอย่างครบถ้วน

ขณะที่ระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการยังไม่เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน และไม่รองรับรายการที่ออกอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยพบว่า การจัดเก็บไฟล์รายการยังคงแยกกันจัดเก็บ ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกันทั้งองค์กร

เช่นเดียวกับระบบเผยแพร่รายการบันทึกเทป (Broadcast Management System: BMS) ยังไม่รองรับรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งรายการดังกล่าวถูกบริหารจัดการโดยสำนักสื่อดิจิทัล ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปอย่างจำกัด และยังไม่มีแผนพัฒนาการสนับสนุนการผลิตในทุกช่องทางให้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน

ด้านรายการเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ สตง.พบว่า ยังไม่ได้รับการประเมินผลการเข้าถึงเนื้อหารายการของกลุ่มเป้าหมาย มีเพียงการวัดผลสำเร็จจากอันดับของเว็บไซต์ไทยพีบีเอส ซึ่งกำหนดเป็นตัวชี้วัดองค์กรโดยประเมินจากจำนวน Active User จาก Google Analytic

ซึ่งผู้เข้าชมเว็บไซต์จะถูกนับเป็น Active User เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างน้อย 1 ข้อ ได้แก่ มีการใช้งานเว็บไซต์เกิน 10 วินาที การเปิดดูหน้าเว็บไซต์หรือหน้าจอตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไป หรือมีกิจกรรมที่ผู้ใช้งานทำบนเว็บไซต์ตามเป้าหมาย (Conversion Event)

จะได้เห็นว่า การวัดผลยังไม่สามารถสะท้อนการเข้าถึงเนื้อหารายการของกลุ่มเป้าหมายที่รับชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ไทยพีบีเอส ไม่ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงเนื้อหารายการในช่องทางออนไลน์ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนาการนำเสนอรายการเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ชมรายการบนช่องทางออนไลน์

แนะเชื่อมโยง “งบประมาณ” กับ “ผลงาน” เลี่ยงดูแต่ผลการเบิกจ่าย

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อเสนอแนะให้ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส เสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาเชื่อมโยงการอนุมัติงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ โดยกำหนดเป็นนโยบายจัดสรรงบประมาณและการพิจารณาความก้าวหน้าโครงการประจำไตรมาส ต้องอ้างอิงข้อมูลผลผลิตและผลลัพธ์ที่บันทึกสมบูรณ์ในระบบบริหารแผนงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อัตราการเบิกจ่ายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว

รวมถึงการพัฒนาระบบ BMP ให้รองรับการแสดงผลการเปรียบเทียบแผน – ผล ทั้งในระดับโครงการและระดับตัวชี้วัดองค์กร (Corporate KPIs) รวมทั้งกำหนดแนวทางการรายงานผลในระบบ เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารระดับสูงมีข้อมูลที่ถูกต้อง สมบูรณ์ และทันเวลา สำหรับการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

นอกจากนั้นยังเสนอให้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางรายการทั้งองค์กร เชื่อมโยงระบบจัดเก็บไฟล์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลการผลิต จัดหา และการเผยแพร่รายการขององค์กรอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ยังเสนอให้ทบทวนและกำหนดตัวชี้วัดองค์กรสำหรับรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์จากการวัดเพียง Active User ของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การกำหนดตัวชี้วัดความนิยมหรือการเข้าถึงเนื้อหารายการของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในแต่ละช่องทางออนไลน์อย่างชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์องค์กรที่ให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น

สตง.จี้ชดใช้เงิน 85 ล้าน ผลิตรายการ-ค่าพิธีกร

ต่อมา สตง.ยังได้ทำหนังสือ 2 ฉบับ ส่งถึง ประธานกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส และ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส โดยระบุถึงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของไทยพีบีเอส กรณีการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยพบว่า มีข้อบกพร่องเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

สตง.แจ้งขอให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจกับกับผู้เกี่ยวข้อง รวม 11 คน และดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่ไทยพีบีเอส รวม 85.22 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเสียหายจากกรณีจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ปีงบประมาณ 2566 – 2568 จำนวน 15.84 ล้านบาท และค่าเสียหายจากการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินการรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 69.38 ล้านบาท

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ