องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS หรือ ส.ส.ท.) แถลงข่าวชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเรื่องที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้ตรวจสอบองค์กร โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ส.ส.ท. เข้าร่วมชี้แจง 2 ท่าน คือ นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท ด้านบริหาร และนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท ด้านเทคโนโลยี
นายพิเศษ กล่าวถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบของ สตง. ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แต่หลัก ๆ เน้นย้ำถึงความเป็นอิสระ
โดยได้ฝากถึง สตง. ว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการตรวจสอบ คือ ความเป็นอิสระ ต้องปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ ต้องให้ความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ และเปิดรับการโต้แย้ง ต้องมีกระบวนการชั่งน้ำหนักและให้ความเป็นธรรมก่อนสรุปผล
ส่วนข้อมูลและข้อสังเกตยังไม่ควรถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณชนจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เกี่ยวข้อง
อีกทั้งขอเน้นย้ำเรื่องการสร้างมาตรฐานเดียวกัน ต้องการให้หน่วยงานตรวจสอบยึดมั่นในกรอบมาตรฐานวิชาชีพเดียวกันกับทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับการตรวจ
"กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องขอและทำความเข้าใจ คือเรื่องของ Independence หรือความเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงความเป็นอิสระเช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบ อิสระในที่นี้คือ การปราศจากการแทรกแซงและการถูกแทรกแซงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงาน การใช้ทุน หรือวิธีอื่นใด ต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส" นายพิเศษ กล่าว
นายพิเศษ ยังกล่าวถึง "ชุดตรวจสอบชุดที่ 1" ในการแถลงข่าว ขอบคุณและให้เกียรติชุดตรวจสอบชุดที่ 1 เป็นชุดแรก โดยระบุว่าชุดนี้เข้ามาทำงานและทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน มีการทำตามขั้นตอน ตั้งแต่การเข้ามาตรวจสอบ การเปิดโอกาสให้ซักถาม
และก่อนที่จะปิดตัวหรือสรุปผล จะมีกระบวนการในการเปิดโอกาสให้ทาง ส.ส.ท. ได้รับฟัง ได้นำเสนอ และชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่พบปัญหา สภาพปัญหา รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยง โดยชุดนี้ได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ท. ได้ชี้แจงข้อโต้แย้ง ให้เหตุผล และแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนที่ทางชุดตรวจสอบจะกลับไปพิจารณาและออกจดหมายปิดตรวจ
ส่วนชุดตรวจสอบชุดที่ 2 และชุดที่ 3 กลับไม่มีกระบวนการประชุมสรุปปิดตรวจ (Exit Conference) หรือเปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเพียงพอก่อนสรุปผล
นายพิเศษ ระบุว่า สิ่งที่ สตง.ตรวจสอบ ยืนยันว่าสามารถตอบได้ ก่อนกล่าวถึงกรณี การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดและการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย กรณีตัวอย่าง PSI Rating การตั้งคำถามว่าองค์กรยังคงต้องยึดติดกับตัวชี้วัดเดิมๆ ตลอดไปหรือไม่ ในเมื่อพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์ลดลง แต่ยอดผู้ชมทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหน่วยงานควรปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน โดยหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารในมิติเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันระบบงานต่าง ๆ เช่น One Thai PBS กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการบูรณาการระบบ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายอดิศักดิ์ กล่าวถึง การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS และการขยายภารกิจขององค์กร เกี่ยวกับการเติบโตและงบประมาณขององค์กร โดยบอกว่า ปี 51 เราเริ่มจากสถานีโทรทัศน์ช่องเดียว ตอนนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่จำนวนเงินเรายังเท่าเดิมนะ 2,000 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบมูลค่า คำนวณออกมาแล้ว มูลค่าเงินจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านเอง เราไม่ไม่เคยขอเงินเพิ่ม
ทั้งนี้ เรามีภารกิจหลักที่หลากหลายกว่าการทำข่าว ซึ่งเรามีกำลังคนประมาณ 1,200 - 1,300 คน ไม่ได้ทำเฉพาะข่าวเพียงอย่างเดียว โดยมีสัดส่วนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำภารกิจและคอนเทนต์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ข่าว
นอกจากนี้ ยังมีงานออนไลน์และสื่อหลากหลายรูปแบบททั้งทำสื่อออนไลน์จำนวนมาก เช่น Thai PBS Verify สำหรับตรวจสอบข่าวปลอม ทำศูนย์เด็กและรายการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือคนหูหนวก ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีผลกำไร จัดกิจกรรมให้ความรู้และอบรม เช่น การตรวจสอบข่าวกรองทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตหนังสั้นและคอนเทนต์อื่น ๆ
ส่วนการจ้างผู้ผลิตอิสระ การจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกยืนยันเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจองค์กร
บางช่วง นายพิเศษ เปิดผลรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 3-14 ต.ค.2569 ณ เวลา 10.48 น. พบว่ามีคนโหวต 87,278 คน เห็นด้วย 16,020 คน คิดเป็น 19.5 % ไม่เห็นด้วย 65,872 คน คิดเป็น 80.1% ประเด็นนี้ นายพิเศษจี้ตรวจสอบ เพราะมองว่า มีความผิดสังเกตอย่างมาก
ก่อนหน้าที่ สตง. จะเปิดโต๊ะแถลงข่าว ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึง 95-96% แต่หลังจากมีการเปิดโต๊ะแถลงข่าวของ สตง. ตัวเลขสัดส่วนผู้ที่ "เห็นด้วย" กับการแก้ไขกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติและมีนัยสำคัญ
จึงฝากให้ทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกฎหมายอื่น ๆ อีก 3 ฉบับที่ผ่านมา