เมื่อเวลา 10.00 น. หมอเคท พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ หมอของขวัญ เดินทางมายังแพทยสภา เพื่อคืนใบอนุญาตฯ หลังประกาศยุติความเป็นแพทย์กลางโซเชียล ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า “อดทนมานานแล้ว รังแกกันมากไป”
โดย หมอของขวัญ ให้สัมภาษณ์ด้วยความดุเดือด ซัดแรงทุกประโยค เพราะอัดอั้นตันใจมาหลายปี เธอบอกว่า ตั้งแต่ออกมา Call Out เรื่องวัคซีนโควิดเมื่อ 6 ปีก่อน ก็เกิดเรื่องแปลกๆขึ้น ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องไหมแต่อาจจะบังเอิญเป็นช่วงเวลาเดียวกัน
คือการนำเรื่องเมื่อ 12 ปีก่อนที่จบไปแล้ว ทั้งที่ตนไม่เคยถูกร้องเรียนหรือโดนลงโทษที่เกิดกับคนไข้สักครั้ง แต่แพทยสภามีคำสั่งว่าตนผิดจริยธรรมที่ “ไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองของผู้ป่วย” ตนมองว่าการฟาดฟันด้วยคำว่าจริยธรรม โดยองค์กรอิสระ ก็ไม่ต่างอะไรเลยกับความเบี้ยวในระบบของประเทศนี้ อย่างเช่น กกต. หรือ สตง. และตนก็ไม่รู้ว่าพิจารณาจากอะไร แต่ตนมองว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณทำอะไร มันขึ้นอยู่กับคุณเป็นคนของใคร ระบบแบบนี้ตนอยู่ไม่ได้แล้ว กดให้ต่ำแกล้งให้กลัว แต่ขอโทษที่ตนไม่กลัว จึงฟ้องแพทยสภากลับต่อศาลปกครอง ซึ่งทั้งยากลำบากและยาวนาน ไม่มีความสุข ไม่สนุก เสียเงินเยอะ ตนใช้เวลา 3 ปี ชนะแพทยสภาทุกคดี แต่แพทยสภาก็ยังไม่ยอมรับผลของศาล ยืนยันที่จะลงโทษ และจ้องพิจารณาตนอยู่อย่างนั้น
หมอของขวัญ ยังบอกอีกว่าประเทศไทยต้องการจะเป็น Medical Hub แต่ขัดแข้งขัดขากันเอง สุดท้ายก็แพ้เกาหลี ไทยคงจะเป็น Medical Hub ได้แค่แป้งและกัญชาเท่านั้น เข้าตำราโรงเรียนสีเขียวเยี่ยวสีม่วง นอกจากนี้ยังเผยอีกว่า แพทยสภากวาดล้างได้ทุกอย่างยกเว้นหมอปลอม และตนยังมองว่ากฎที่ใช้อยู่มันล้าหลังแล้ว ตนไม่เห็นด้วยเลยที่แพทยสภาพิจารณาโทษของการโฆษณาให้มีโทษร้ายแรงยิ่งกว่าทำคนไข้ตาย ถ้าไม่ให้หมอพูดถึงอาหารเสริมแล้วจะให้ใครพูด คนที่มีความรู้ความสามารถพูดไม่ได้เพราะมีคำว่าจริยธรรมมาค้ำคอ
จากนี้ทุกคนยังเรียกตนว่าแพทย์ได้ เพราะเรียนจบมาโดยตรง ส่วนคำว่า “หมอ” นำหน้า ก็น่าจะเรียกได้ ตราบใดที่คนยังเรียก หมอบี-หมอปลา พร้อมย้ำอีกครั้งว่าลาออกเอง แพทยสภาไม่มีการเพิกถอนใบอนุญาต ตนยังไม่ได้รับจดหมายใดๆ ตนพยายามต่อสู้มานานกว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เจอปัญหาแล้วถอยเลย และผ่านการคิดมาอย่างดี ไม่ได้ใช้อารมณ์ชั่ววูบ ตนเป็นหมอมา 20 ปีแล้ว ทั้งอิ่มตัวและเบื่อกับระบบเต็มที ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวของตนในครั้งนี้ทำให้มีหลายคนกระซิบมาว่า ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกเหมือนกัน เพียงแต่หลายคนยังไม่ได้มีความพร้อมเท่าตน
ตนจึงถือว่าเป็นคนแรกในประเทศไทยที่ลาออก ที่ผ่านมาการจะสิ้นสุดใบอนุญาตฯ หากไม่เสียชีวิตก็คือการถูกเพิกถอน ซึ่งต้องมีข้อหาร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นอนาจาร , ทำคนไข้ตาย หรือ ฆาตกรรม แต่หากหลังจากนี้ทางแพทยสภามีคำสั่งเพิกถอนตน จากการแค่โฆษณาสินค้า ตนก็มองว่าประเทศนี้อยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าหากอาหารเสริมมันผิดขนาดนั้น ก็ทำให้มันผิดกฎหมายไปเลยดีกว่าไหม ตนอยากจะสู้ต่อด้วยการส่งเรื่องในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็เหนื่อยมากแล้ว และหากในอนาคตคลินิกเสริมความงามของตน ถูกมือมืดกลั่นแกล้งคงไม่สู้แล้ว “ก็จะปิดเลย”
ทั้งนี้ตนขอส่งกำลังใจให้หมอทุกคน “สู้ๆนะคะ ขอให้ทุกคนโชคดีแต่เจ๊ขอไปก่อน” ส่วนสัปดาห์ที่แพทยสภาจะประกาศรายชื่อผู้ที่ถูกถอนใบอนุญาตฯ ถ้าคนไหนไม่ได้รับความเป็นธรรม มาหาได้ ตนจะตั้งทนายให้ แล้วจะจี้แพทยสภาทุกวัน อย่างไรก็ตาม หมอของขวัญ บอกว่าวันนี้ตนสบายใจมาก เข้าใจแล้วคำว่าถอดสบงแล้วทรงพลัง จากนี้จะขอถอดเสื้อกราวด์แล้วพราวให้สุด เมื่อนักข่าวถามว่า มีชาวเน็ตสงสัยว่าลาออกทำไมอยู่ต่อเลย เธอตอบสั้นๆว่า “เสือก”
ส่วนกรณีเพจ Drama-addict ที่โพสต์ว่าสัปดาห์หน้า แพทยสภาจะประกาศรายชื่อหมอที่ถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตให้ประชาชนทราบ เพราะมีคนร้องเรียนว่ามีหมอโฆษณาอาหารเสริมลดน้ำหนัก อาหารเสริมที่ทำให้ผิวขาวหรือปรับฮอร์โมนได้ หมอของขวัญ เผยว่า เจ้าของเพจก็เป็นหมอน่าจะเข้าใจสิ่งที่ตนเจอเป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็มีปัญหากับระบบจึงลาออกมาเปิดเพจให้คนทะเลาะกัน ซึ่งหากหมายถึงตนก็โทรมาเคลียร์ได้เพราะเล่นตนหลายรอบแล้ว ตนยอมรับได้ในความเห็นต่าง แต่หวังว่าการออกมาโพสต์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะว่า เขาสนิทกับแพทยสภาบางคน “เป็นคนอย่าให้คนอื่นยืมปาก บอกว่ารู้รายชื่อแล้วคุณเป็นแพทยสภาหรอคะ อย่าตกเป็นเครื่องมือใคร”
สำหรับประเด็นจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ หมอของขวัญ เผยว่า ถ้าสนามการเมืองยังมีองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจในการประหารคำว่าจริยธรรม ด้วยแค่คำว่าดุลพินิจ แล้วเป็นองค์กรที่มาจากการแต่งโดยคนหยิบมือเดียว เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คน 9 คน สามารถปลดนายกฯ จากเสียงประชาชนได้ วงการไหนเป็นแบบนี้วงการนั้นตนไม่เข้า