บรรยากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คนไทย 23 คนที่พำนักอยู่ที่ประเทศอิหร่าน กลุ่มแรก รอบที่ 2 ที่ได้อพยพออกจากประเทศอิหร่าน ตั้งแต่เย็นวันที่ 7 มี.ค. 2569 ไปยังประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินตุรกีแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK 64 โดยเดินทางจากท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศตุรกี มาถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ในเวลา 08.20 น. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ที่ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศอิหร่าน หลังจากเมื่อวานนี้ได้เดินทางกลับมาถึงไทยแล้วจำนวน 29 คน
โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ
ด้านนายอาดิล สุขศาสน์กวิน นักศึกษาไทยในอิหร่าน กล่าวว่า นักศึกษาไทยรู้สึกขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ช่วยประสานงานตั้งแต่เริ่มมีการโจมตี ทำให้คนไทยในพื้นที่รู้สึกอุ่นใจ และยังได้ช่วยเหลือกันเองในช่วงวิกฤต โดยการเดินทางจากกรุงเตหะรานไปยังประเทศตุรกีมีความลำบากพอสมควร เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล นายอาดิล ระบุว่า การตัดสินใจเดินทางกลับไทยเป็นเรื่องของความปลอดภัย หลังจากก่อนหน้านี้สถานเอกอัครราชทูตไทยได้แนะนำให้ลงไปอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคาร เพราะสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันนักศึกษาจากหลายประเทศก็ทยอยเดินทางกลับประเทศของตนเองเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดการโจมตี มหาวิทยาลัยในอิหร่านได้ประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้รุนแรงเท่าที่ปรากฏในข่าว เนื่องจากการโจมตีเกิดขึ้นเพียงบางจุด โดยเฉพาะบริเวณสถานที่ราชการ เบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีคนไทยในอิหร่านที่ไม่ประสงค์เดินทางกลับ แต่จากการสอบถามส่วนใหญ่ต้องการเดินทางกลับประเทศไทย รวมถึงเพื่อนของตนที่จะเดินทางกลับในเที่ยวถัดไปอีกประมาณ 69 คน
ด้านนางสาวญาเซมัญ สินารา อายุ 28 ปี คนไทยในอิหร่าน เปิดเผยว่า ตนอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก แต่มีครอบครัวอยู่ที่อิหร่าน จึงเดินทางไปเยี่ยมญาติ และอยู่ได้เพียงประมาณ 10 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น โดยเดิมมีแผนจะเดินทางกลับไทยอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน
นางสาวญาเซมัญ ยอมรับว่า รู้สึกกลัวมากและกลัวว่าจะเสียชีวิต เพราะไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นใกล้ตัว เนื่องจากบางครั้งมีระเบิดตกใกล้บ้านจนทำให้ตัวบ้านสั่นสะเทือน แม้ส่วนใหญ่การโจมตีจะเกิดขึ้นตามสถานที่ราชการก็ตาม
สำหรับคนในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในอิหร่าน แม้เคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง เนื่องจากในประเทศอิหร่านไม่มีหลุมหลบภัยใต้ดินเหมือนบางประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
นางสาวญาเซมัญ ยังระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้า อีกทั้งในช่วงหนึ่งยังมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถโทรศัพท์ออกนอกประเทศได้ แต่ยังสามารถโทรภายในประเทศได้ จึงทำให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิหร่านได้
ขณะที่นายอะเดล ทาบิอิ คุณพ่อชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 35 ปี และได้รับสัญชาติไทยแล้ว กล่าวว่า ในช่วงเกิดเหตุการณ์ตนอยู่ที่ต่างจังหวัด โดยลูกสาวได้โทรศัพท์มาหาในเวลาประมาณ 01.30 น. พร้อมบอกว่า มีระเบิดตกห่างจากบ้านเพียงประมาณ 500 เมตร แม้ว่าบ้านจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม
นางสาวญาเซมัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในวันนั้น ตนอยู่บ้านเพียงลำพัง และมีเสียงระเบิดเกิดขึ้นตลอดทั้งคืนจนบ้านสั่นสะเทือน ซึ่งในเวลานั้นไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าจะปลอดภัยจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ไม่ทราบล่วงหน้าว่า จะเกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้น และเพิ่งรับรู้พร้อมกันหลังจากมีการยิงโจมตีจากอิสราเอลแล้ว