นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ผ่านเพจ Facebook หมอเจด ระบุว่า ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการระบาดของ “ไข้กาฬหลังแอ่น” ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้ว 3 ราย ความน่ากลัวของโรคนี้คือ “ความเร็ว” เพราะจากแค่มีไข้ธรรมดา อาจกลายเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
ทำไมถึงชื่อว่า "ไข้กาฬหลังแอ่น"? ชื่อนี้มีที่มาที่น่ากลัวกว่าที่คิด
ชื่อของโรคนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่เป็นการรวมลักษณะอาการเด่น 2 อย่างที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค
โดยคำว่า "กาฬ" หมายถึงสีดำ หรือรอยคล้ำ ในทางระบาดวิทยาโบราณใช้เรียกโรคที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากเส้นเลือดฝอยแตก มีเลือดออกใต้ผิวหนังจำนวนมาก จนเห็นเป็นปื้นสีม่วงหรือดำตามตัว ส่วนคำว่า "หลังแอ่น" เกิดจากเชื้อเข้าไปอักเสบที่เยื่อหุ้มสมอง (Meningitis) อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อคอและหลังเกร็ง ผู้ป่วยมีอาการคอแข็ง จนถึงขั้นหลังแข็งและแอ่นไปด้านหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus) เมื่อนำมารวมกันจึงเป็น “ไข้กาฬหลังแอ่น” ซึ่งสะท้อนภาพอาการสำคัญของโรคอย่างชัดเจน
จุดเริ่มต้นของการระบาด และเหตุใดจึงกลับมาน่ากลัวในช่วงนี้
เชื้อนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของมนุษย์ได้โดยไม่ก่ออาการ
- พาหะที่ไม่มีอาการ: มีคนประมาณ 10–20% เป็นพาหะ โดยมีเชื้ออยู่ในคอแต่ไม่แสดงอาการ และสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้
- การติดต่อ: ติดต่อผ่านละอองฝอยน้ำลายในระยะใกล้ เช่น การไอ จาม การใช้ของร่วมกัน หรือการจูบ
- เหตุผลที่ระบาด: มักพบในพื้นที่แออัด เช่น ค่ายทหาร หอพัก หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยง เมื่อมีการรวมตัวหรือเคลื่อนย้ายคนจำนวนมาก เชื้อจึงแพร่กระจายได้ง่าย
ระยะฟักตัวและสัญญาณเตือน
หลังรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2–10 วัน (เฉลี่ย 3–4 วัน)
- อาการเริ่มแรก: คล้ายไข้หวัด มีไข้ ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ แต่มีลักษณะทรุดเร็วผิดปกติ
- กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง: ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือมีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วย รวมถึงผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด
- สัญญาณเตือนสำคัญ: หากกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงกว่าปกติ ควรรีบพบแพทย์
เช็กอาการ "แดง-ส้ม-ดำ": สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
โรคนี้มี 2 ภาวะหลักคือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งล้วนรุนแรง
- จุดเลือดออกตามตัว (Petechiae): เป็นจุดแดงหรือปื้นม่วง เมื่อใช้แก้วใสกดแล้วไม่จาง เป็นสัญญาณเลือดออกใต้ผิวหนัง
- อาการทางระบบประสาท: คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง แพ้แสง ซึม สับสน
- ภาวะช็อก: มือเท้าเย็น ตัวร้อน ชีพจรเร็ว หายใจหอบ ความดันตก
หากพบอาการใดอาการหนึ่ง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาที่ล่าช้าเพียง 1–2 ชั่วโมง อาจลดโอกาสรอดชีวิตอย่างมาก
แนวทางการรักษา
- การฆ่าเชื้อ (Antibiotics): เมื่อสงสัยปุ๊บ หมอจะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที (เช่น Ceftriaxone) โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ เพราะเชื้อตัวนี้ตายง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะหลั่งสารพิษจนอวัยวะล้มเหลว
- การประคับประคองภาวะช็อก: หากคนไข้ความดันตก หมอจะให้สารน้ำทางน้ำเกลืออย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาชีวิตของอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ
- การลดการอักเสบในสมอง: อาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในบางกรณีเพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ
- การแยกกักโรค: ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และ "คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย" จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์
แม้ไข้กาฬหลังแอ่นจะเป็นโรคที่รุนแรงและดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และสามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจ การเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็วเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด