นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ “บอสพอล” และกลุ่มผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ป เปิดเผยกรณีที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด นัดส่งตัว นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “แซม” และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ “มิน” เพื่อฟ้องต่อศาลอาญาในคดีดิไอคอน
โดยระบุว่า ได้พูดคุยกับทั้ง “มิน” และ “แซม” ถึงรายละเอียดข้อหาที่จะถูกฟ้อง ซึ่งทั้งคู่ค่อนข้างตกใจ เนื่องจากถูกฟ้องทุกข้อหาเช่นเดียวกับคดีดิไอคอนทั้งหมด มองว่าไม่ค่อยเป็นธรรม
ขณะที่ “แซม” มีความเครียดเพราะกังวลเรื่องการประกันตัว เช่นเดียวกับ “มิน” ที่มีอาการเครียดเช่นกัน
ในส่วนข้อหา พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ทนายระบุว่า ที่ผ่านมาพยายามชี้แจงมาโดยตลอด โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลังมาเบิกความ โดยเข้าใจว่าโปรโมชัน “ดีลเลอร์เก็ตดีลเลอร์” มีการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนทุกวันที่ 5 ของเดือน เดือนละ 10,000 บาท จึงมองว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่
อย่างไรก็ตาม จากการสืบพยานในชั้นศาล ดีเอสไอยอมรับว่าพบเพียงการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวแค่ครั้งเดียว และเป็นการจ่ายให้กับผู้แนะนำให้มีการเปิดบิลซื้อสินค้า ไม่ได้จ่ายให้ผู้ซื้อสินค้าเอง ซึ่งคำให้การของผู้แจ้งความ และพยานประมาณ 4 ปาก ต่างยืนยันตรงกันว่าได้รับเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้ ในทางการค้าเรียกว่า “ค่าคอมมิชชัน” และในทางกฎหมายถือเป็น “ค่านายหน้า”
ทนายยังระบุว่า จากการสอบถามในห้องพิจารณาคดี พบว่ามีแผนทั้งหมด 5 แผน ที่ตำรวจสอบสวนกลางส่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังวินิจฉัย โดยมีโปรโมชันลักษณะดังกล่าว 3 แผน ในช่วงเดือนกันยายน 2564 และกุมภาพันธ์ 2565
เมื่อสอบถามถึงที่มาของความเข้าใจเรื่องการจ่ายเงินรายเดือน ได้รับคำตอบว่าเป็นข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลาง ทำให้ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน และเห็นว่าเป็นประเด็นปัญหา อีกทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้สอบสวนเพิ่มเติมในจุดนี้ แม้ภายหลังจะทราบว่าเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียว
สำหรับการฟ้องคดี ทนายระบุว่า เมื่อสอบถาม “มิน” และ “แซม” พบว่าถูกฟ้องเช่นเดียวกับดิไอคอนทุกประการ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางส่วนปรากฏแล้ว และอัยการก็รับทราบข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีการฟ้อง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ก้าวล่วงว่าคดีจะพ้นข้อหาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล แต่เห็นว่าควรมีการสอบถามหรือสอบปากคำเพิ่มเติม หรือเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง
โดยตามกฎหมายอาญา แม้ปกติจะไม่มีการไต่สวนมูลฟ้อง แต่หากมีเหตุอันสมควร ศาลสามารถไต่สวนในประเด็นดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ทนายระบุว่า “มิน พีชญา” เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในเดือนมีนาคม 2566 และ “แซม ยุรนันท์” ในเดือนตุลาคม 2566 ไม่ได้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2562 และมีสัญญาพรีเซ็นเตอร์จริง อีกทั้งผู้ซื้อสินค้าทุกรายได้รับสินค้าแล้ว จึงเห็นว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรม
เมื่อถามถึงข้อกล่าวหา ทนายระบุในมุมของผู้ว่าความว่า โดยตรงมองว่าไม่เข้าข่ายสักข้อหา แต่เมื่อมีการฟ้องแล้ว ต้องพิจารณาเป็นรายประเด็น โดยเฉพาะผู้เสียหายที่อ้างว่ามีกว่า 7,000 คน ต้องพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ทั้งสองเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือไม่
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อหาแชร์ลูกโซ่ควรพิจารณาใหม่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพราะเป็นข้อหาหนัก และหลายคดีไม่ได้รับการประกันตัว
ทนายยืนยันว่า หวังให้ “มิน” และ “แซม” ได้รับการประกันตัว เพื่อออกมาสู้คดี โดยเห็นว่าหากไม่ได้รับการประกัน อาจไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ทีมทนายได้เตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 3 ล้านบาท เพื่อยื่นขอประกันตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล