กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ ประเทศไทยเข้าสู่ “สภาวะเอลนีโญ” ช่วงเดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม 2569 โดยความน่าจะเป็นร้อยละ 61 ส่งผลให้ปริมาณฝนน้อย อากาศร้อน แม้ปัจจุบันจะมีสถานะเป็นกลาง แต่สถานการณ์จะค่อยๆ เปลี่ยนในช่วงกลางปี-ปลายปี ซึ่งจะชัดเจนมากขึ้น โดยจะส่งผลให้ฝนตกลดลงกว่าปกติ ทั้งนี้สำหรับความรุนแรงของสภาวะเอลนีโญแต่ในภูมิภาคอาจจะมีความรุนแรงไม่เท่ากัน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต (ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569)
ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศไทยและอาเซียน (หากเกิด) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้
วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM2.5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค
คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน