จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ (DSI) ออกหนังสือเรียก 8 บริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน ในฐานะพยาน และพบเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าซื้อเรือ ไม่ใช่บริษัทเจ้าของเรือ รวมเป็น 9 บริษัท หลังพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ จากเรือ 12 ลำ เข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออก และพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร ในประเด็นลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นั้น
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ผู้แทนบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 9 บริษัท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว
โดยพบข้อมูลการว่าจ้างบริษัทเรือ 2 รูปแบบ 1.บริษัทต้นทาง คือ โรงกลั่นน้ำมันและมีการส่งปลายทางคลังน้ำมันเป็นบริษัทเดียวกัน ส่วนใหญ่โรงกลั่นจัดหาเรือให้เป็นตามแผนการขนส่ง และ 2.กรณีบริษัทปลายทางเป็นคนละบริษัทกับโรงกลั่นจะมีการจัดหาเรือเข้ามาเอง หรือขอให้โรงกลั่นเป็นผู้จัดหาเรือมาให้ก็ได้
ส่วนการใช้ระยะเวลาเดินเรือนานกว่าปกติมี 3 รูปแบบ ตามคำให้การของบริษัทเรือนั้น คือ 1.เกี่ยวข้องกับเรื่องอุทกศาสตร์ เรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้น-น้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามกำหนด 2.กรณีการแจ้งเหตุว่ามีเรือเสียจึงต้องใช้เวลาซ่อมแซมก่อนจะเดินเรือเข้าท่า และเมื่อซ่อมแซมเสร็จก็มาติดปัญหาเรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้น-น้ำลง เช่นกัน และ 3.กรณีมีเรือลำอื่นยังลอยลำอยู่ระหว่างถ่ายน้ำมันหรือน้ำมันยังมีอยู่ในคลัง ทำให้ไม่สามารถขนถ่ายน้ำมันลงได้ นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ได้ส่งมอบรายงานการวิเคราะห์การเดินเรือให้คณะพนักงานสอบสวนแล้ว
หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะดำเนินการเทียบข้อมูลการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือทั้งหมด และรายงานของ ศรชล. ที่ส่งมอบให้มา รวมถึงรายละเอียดอุปกรณ์เทคนิค ส่วนจะเรียกหน่วยงานอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่ต้องรอให้ได้ข้อสรุปทีละประเด็นก่อน
ส่วนกรณี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) พร้อมฝ่ายกฎหมาย นำเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่พบความผิดปกติ 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ในช่วงเดือน มี.ค.69 จากบริษัทคลังน้ำมัน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ส่งยังปลายทางคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลานั้น พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าอยู่ภายใต้มติ หรือเข้าเงื่อนไขที่จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ หรือมีเหตุอันสงสัยสามารถตั้งเลขสืบสวนได้ แต่หากไม่อยู่ภายใต้มติ ก็ต้องส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ
ส่วนคดีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.อ่างทอง โดย อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน