วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและตรวจ DNA ของญาติผู้เสียชีวิต จากเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยเบื้องต้นสามารถยืนยันอัตลักษณ์ได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วย นายธนัฐพิพัฒน์ อายุ 22 ปี, นายฑีฆา อายุ 34 ปี, นางเอื้อง อายุ 66 ปี และ น.ส.วิภารักษ์
โดยญาติและครอบครัวผู้เสียชีวิต เดินทางมายังสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อติดต่อขอรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า
ล่าสุดนายสันติ เขียววิจิตร พ่อของหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่นั่งอยู่ในรถเมล์ เล่าว่า ตนได้คุยกับลูกชายครั้งสุดท้าย ลูกชายบอกว่ากำลังจะนั่งรถไปหาเพื่อนที่แยกพัฒนาการ และอีกแค่ 3 ป้ายรถเมล์ก็จะถึงจุดหมาย แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน
ส่วนตัวมองว่าการเดินทางโดยรถสารสาธารณะ ควรเป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด และเหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับลูกชายของตัวเองที่อายุยังน้อยและยังมีอนาคตอีกไกล รัฐบาลควรจะจัดการความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก ส่วนตัวมองว่าอุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นเพราะองค์กรไม่ดูแลพนักงานของตัวเองให้ดี เกิดเหตุแล้วโยนทุกอย่างให้ลูกน้อง และก็ให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องกับลูกน้องเอา ซึ่งองค์กรควรจะออกมารับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น
นายสันติ บอกอีกว่าส่วนตัวมองว่าการใช้สารเสพติดของคนขับรถไฟ ไม่ควรจะเกิดขึ้น และตนขอตำหนิการรถไฟที่ไม่เคยติดต่อมาแสดงความเสียใจแม้แต่ครั้งเดียว หายเงียบเหมือนลอยตัว มองว่าการกระทำอย่างนี้ค่อนข้างแย่ จะมองว่ารถไฟวิ่งบนรางถูกต้องแต่มีรถไปจอดขวางอย่างเดียวก็ไม่ถูก ควรจะออกมารับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้ไม่คุ้มค่าเพราะลูกชายยังมีอนาคตอีกไกล "ถ้าโอนเงินมาให้ผม 5 ล้านแล้วฆ่าลูกของผมก็ไม่เอา"
โดยหลังจากนี้จะนำเอกสารบันทึกประจำวันไปยื่นกับทางนิติเวชเพื่อรับร่างลูกชายไปบำเพ็ญกุศลที่วัดคลองหนึ่ง จังหวัดปทุมธานี