พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. รวมถึง พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. แถลงผลปฏิบัติการ “ปิดฉากอาจารย์แก้กรรม นิมิตพิสดาร“ เข้าจับกุมอาจารย์แก้กรรม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ได้ที่บ้านหลังหนึ่งใน หมู่ 2 ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวน 2 คน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.
โดยผู้เสียหายรายแรกเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่า หลังจากมีอาการป่วยปวดหัวเรื้อรัง แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย เมื่อเห็นสื่อโซเชียลว่าอาจารย์ชื่อดัง สามารถรักษาด้วยวิธีแก้กรรมได้ จึงเดินทางเข้าไปหา เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 และเข้าไปแก้กรรมภายในห้องสองต่อสอง ก่อนถูกล่อลวงและกระทำชำเรา โดยอาจารย์แก้กรรมอ้างว่าเป็นการแก้กรรมแบบพราหมณ์ฮินดู
ผู้เสียหายรายที่ 2 เข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 โดยระบุว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. 2568 อาจารย์แก้กรรมอ้างว่าสามารถรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของแม่ผู้เสียหายได้ และออกอุบายล่อลวงให้พ่อแม่ของผู้เสียหายออกไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารอีกแห่ง เนื่องจากสนใจผู้เสียหายเป็นพิเศษ พร้อมอ้างว่าผู้เสียหายมีกรรมหนัก ต้องแก้กรรมภายในห้องสองต่อสอง ก่อนจะมีการกระทำอนาจาร และพูดจาลามกเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข
นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายอีกรายที่ไม่สะดวกเปิดเผยรายละเอียด แต่ได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน จนทราบว่าอาจารย์แก้กรรม มีพฤติกรรมก่อเหตุในลักษณะเดิมกับผู้เสียหายหลายราย ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบว่า อาจารย์แก้กรรมมักอ้างว่าตนมีนิมิตและสัมผัสพิเศษ สามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตชาติ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้มาขอความช่วยเหลือ โดยจะให้ผู้ที่มีความทุกข์ หรือเจ็บป่วยไปไหว้พระตามวัดต่าง ๆ แล้วส่งภาพถ่ายกลับมา ก่อนอ้างว่าได้นิมิตเห็นบุพกรรมในอดีตชาติ พร้อมระบุว่าต้องทำพิธีแก้วิบากกรรม หรือ ขออโหสิกรรมกับบุคคลที่เคยมีเวรกรรมต่อกัน
นอกจากนี้ อาจารย์แก้กรรมยังอ้างชื่อ-สกุล และที่อยู่ของบุคคลที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง ทำให้ผู้ที่หลงเชื่อเดินทางไปพบเพื่อประกอบพิธีตามคำแนะนำ บางรายถึงขั้นมอบเงิน และทรัพย์สินให้ด้วยความศรัทธาโดยที่ไม่ได้กำหนดค่าพิธีกรรม
เจ้าหน้าที่ยังพบว่า อาจารย์แก้กรรมได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนิมิตและอดีตชาติหลายเล่ม โดยนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือศาสนสถานต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับบุคคลในปัจจุบัน พร้อมระบุชื่อ-สกุล และที่อยู่ของบุคคลเหล่านั้น ก่อนตีพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้ที่มาร่วมพิธี จากการตรวจค้นภายในบ้าน พบหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือเกี่ยวกับศาสนาและการสร้างวัด รวมถึงหนังสือทำเนียบรุ่นของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งมีการทำสัญลักษณ์กำกับรายชื่อบุคคลไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า รายชื่อและที่อยู่ของบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่า เป็นเจ้ากรรมนายเวรบางส่วน มีข้อมูลตรงกับหนังสือทำเนียบรุ่นที่เก็บสะสมไว้ จึงเชื่อว่าข้อมูลบางส่วนอาจถูกนำมาใช้อ้างอิงในการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตชาติ
ด้าน พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. ยังระบุอีกว่า จากการตรวจค้นพบหนังสือรุ่นจำนวนมาก ที่มีการทำสัญลักษณ์ไว้บนรายชื่อ อาจารย์แก้กรรมเก็บแยกไว้ส่วนตัว คล้ายเอกสารลับ และพบพฤติการณ์ว่าอาจารย์นำชื่อบุคคลในหนังสือรุ่นไปเขียนเชื่อมโยงในหนังสือเกี่ยวกับศาสนา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหนังสือที่ตนเองเป็นผู้เขียน / ส่วนประเด็นเรื่องทะเบียนราษฎร์ ตอนนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีการนำรายชื่อของบุคคลที่มาแก้กรรมมาจากทะเบียนราษฎร์
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่า อาจารย์แก้กรรมมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566 โดยพบหลักฐานจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อว่าสาเหตุที่เปิดสำนักแก้กรรมและอ้างนิมิตต่าง ๆ เพื่อสร้างชื่อเสียง ให้คนเคารพศรัทธา และหวังทรัพย์สินจากผู้ที่เข้ามาแก้กรรม ส่วนพฤติกรรมอนาจารเชื่อว่าเป็นการสนองความต้องการส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ในชั้นจับกุม อาจารย์แก้กรรมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอปรึกษาทนายความก่อน
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 2 จุด ที่แรก คือ จ.ลำพูน ได้แก่ บ้านพักของอาจารย์แก้กรรม และจุดที่ 2 ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านพักของลูกศิษย์คนสนิท โดยตรวจยึดของกลางประเภทเอกสารสำคัญ หนังสือประวัติพระและวัด จำนวน 85 รายการ หนังสือรุ่น 13 รายการ เอกสารแสดงข้อมูลผู้ติดต่อรักษา 33 รายการ สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังพบเสื้อผ้าและผ้าขาวม้า ซึ่งตรงกับคลิปวิดีโอที่ผู้เสียหายมอบให้ รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 7 รายการ ซึ่งตรวจพบภาพถ่ายอนาจารที่ อาจารย์แก้กรรมคนดังกล่าวเคยให้ผู้เสียหายถ่ายเพื่อใช้ในการแก้กรรม และยังพบข้อความแชตสอบถามความชอบเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข
เบื้องต้น อาจารย์แก้กรรมถูกดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้” มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับ 80,000-400,000 บาท รวมถึงข้อหา “พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร” มีโทษจำคุก 3-15 ปี และปรับ 60,000-300,000 บาท ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันว่า อาจารย์แก้กรรมเป็นหรือไม่เป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นเรื่องของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการข่มขืน กระทำชำเรา และพรากผู้เยาว์ ส่วนพฤติกรรมฉ้อโกงนั้น ขณะนี้ยังไม่พบความผิด และยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความในส่วนดังกล่าว อย่างไรก็ตามเตรียมนำตัวอาจารย์แก้กรรม ไปฝากขัง ศาลอาญารัชดา ในช่วงเช้าของพรุ่งนี้