ประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวเหตุใช้อาวุธบริเวณห้วยตามาเรีย รวมถึงข้อกังวลเรื่องการยั่วยุและความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่ชายแดน ล่าสุดโฆษกกองทัพบกยืนยัน ยังไม่พบแนวโน้มการคุกคามรุนแรง แต่ยอมรับยังมีเหตุไม่เรียบร้อยและการยิงเตือนเกิดขึ้นประปราย ขณะที่ทุกฝ่ายยังคงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและประสานงานอย่างใกล้ชิด
โดยพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชายิงอาวุธเข้ามาบริเวณตามาเรีย เพื่อขัดขวางการสร้างอ่างเก็บน้ำของฝ่ายไทย โดยระบุว่า ลักษณะข่าวสารเช่นนี้ยังพบได้ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน และแต่ละพื้นที่ก็มีแนวทางประสานงานแก้ไขร่วมกันอยู่แล้ว แต่ต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์นั้นเกินระดับความเหมาะสมหรือไม่
พลตรีวินธัย กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ ส่วนใหญ่เป็นกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาเข้ามาใกล้พื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ว่าไม่ควรเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ เมื่อมีการเข้ามาใกล้หน่วยทหาร ก็จะมีมาตรการดำเนินการในลักษณะการเตือน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้อาวุธยิงเตือนด้วย ขณะที่พฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาในภาพรวมยังพบการใช้อาวุธแบบ “สะเปะสะปะ” ไม่เป็นไปตามกรอบที่มีการพูดคุยกันไว้ บางครั้งอาจสะท้อนถึงการขาดวินัยของกำลังพล จึงยากต่อการพิสูจน์ว่าเสียงอาวุธที่ยังเกิดขึ้นประปราย แม้จะลดลงจากช่วงแรกหลังการหยุดยิงนั้น มีเจตนาใดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความไม่เรียบร้อยที่หน่วยในพื้นที่ต้องประสานแก้ไขร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการยิงยั่วยุเพื่อไม่ให้ไทยสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น พลตรีวินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีนัยยะในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่ห้วยตามาเรียขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินโครงการใดอย่างเป็นรูปธรรม ยังเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติ จึงมองว่าน้ำหนักของเหตุการณ์น่าจะอยู่ที่ความไม่เรียบร้อยของกำลังพลฝ่ายกัมพูชา หรืออาจเป็นความพยายามก่อกวนเพื่อให้ฝ่ายไทยตอบโต้ และนำประเด็นไปขยายผลด้านการสื่อสาร ซึ่งที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฝ่ายไทยมีการยิงเตือน ก็มักถูกนำไปขยายผลในลักษณะดังกล่าวอยู่เสมอ
เมื่อถูกถามว่า สรุปแล้วมีการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือไม่ พลตรีวินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อมูลในเรื่องดังกล่าว และหากในอนาคตจะมีโครงการอ่างเก็บน้ำจริง ก็ยังเป็นเพียงแนวคิดกว้างๆ ที่ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอจะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยในขณะการสร้างอ่างเก็บน้ำก็ยังเป็นเรื่องของอนาคตเช่นกัน
สำหรับความกังวลว่าการมีเสียงปืนประปรายอาจทำให้สถานการณ์ย้อนกลับไปในอดีต ที่เริ่ใยากจุดเล็กๆนำไปสู่การปะทะครั้ฃใหญ่ พลตรีวินธัย ระบุว่า เสียงอาวุธที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ให้เกิดเสียง” มากกว่าจะมุ่งเป้าต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน จึงต้องแก้ไขตามระดับสถานการณ์อย่างเหมาะสม แต่หากเมื่อใดที่การใช้อาวุธมีเป้าหมายชัดเจนต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือทำให้ประชาชนและกำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสีย ก็จะมีมาตรการตอบโต้ในอีกระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว ทำให้การประเมินภาพรวมยังมองว่าเป็นเรื่องของการก่อกวน หรือความไม่เรียบร้อยของกำลังพลฝ่ายกัมพูชา
พลตรีวินธัย ยังกล่าวถึงพื้นที่ที่มักปรากฏเป็นข่าว เช่น โอเสม็ด และตามาเรีย ว่า กองทัพบกให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่เท่าเทียมกัน เพียงแต่พื้นที่โอเสม็ดมีลักษณะเป็นป่าที่ใกล้ชุมชน คนทั่วไปจึงรู้จักและเข้าถึงง่าย ทำให้มักถูกใช้เป็นพื้นที่สื่อสารประชาสัมพันธ์ ส่วนฝ่ายกัมพูชาอาจพยายามให้ประเด็นอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่พื้นที่ตามาเรียถือเป็นพื้นที่อ่อนไหวที่ทั้งสองฝ่ายจับตาอยู่
สำหรับพื้นที่เพ่งเล็งของทั้ง 2 ฝ่าย มีประมาณ 4-5 จุด ได้แก่เขาพระวิหาร ห้วยตามาเรีย ช่องบก เนิน 745 และปราสาทตาเมือนธม รวมถึงช่องจอมและโอเสม็ด ซึ่งมีโอกาสเกิดเหตุความไม่เรียบร้อยได้ เนื่องจากบางส่วนอยู่ใกล้พื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าข้อมูลด้านการข่าวจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบแนวโน้มของการคุกคามกันด้วยอาวุธในระดับรุนแรง แต่กองทัพยังคงไม่ประมาท โดยผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำมาตรการหลัก ได้แก่ การเฝ้าตรวจและเฝ้าระวัง การปรับปรุงที่มั่นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด การปรับปรุงเส้นทางเพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้สะดวก รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิด โดยทั้งหมดต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนตามแนวชายแดนเป็นสำคัญ
ส่วนกรณีข่าวว่าทหารกัมพูชาส่งโดรนบินสำรวจบริเวณภูมะเขือนั้น พลตรีวินธัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่าการใช้โดรนยังมีอยู่ โดยต้องไม่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของฝ่ายไทย ซึ่งเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาฝ่ายกัมพูชาก็น่าจะกำชับในเรื่องนี้เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ยังอยู่ในช่วงละเอียดอ่อน และหากมีการละเมิดข้อตกลงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็อาจทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงได้
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ยังไม่พบการรุกล้ำของโดรนเข้ามาในเขตไทย โดยที่พบส่วนใหญ่เป็นการบินในมุมสูงภายในพื้นที่ของกัมพูชาเอง และยังไม่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายไทย แต่หากมีโดรนบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไทย ก็จะมีมาตรการป้องกัน โดย “จะไม่ปล่อยให้บิน” และส่วนใหญ่จะใช้วิธีนำโดรนลงจากพื้นที่ทันที
ส่วนที่นักข่าวภาคสนามฝั่งกัมพูชาเผยแพร่คลิป อ้างว่าได้ยินเสียงปืนดังต่อเนื่องจากฝั่งไทยรวม 22 นัด บริเวณด่านพรมแดนโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับช่องจอม จ.สุรินทร์ของไทย พลตรีวินธัย ชี้แจงว่า ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 ยังไม่ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามา พร้อมระบุว่าหากฝ่ายไทยจำเป็นต้องใช้อาวุธเพื่อระงับเหตุหรือปรามสถานการณ์ ส่วนใหญ่มักเป็นการยิงเพียง 1-2 นัด หรือไม่เกิน 5 นัด ไม่ใช่การยิงต่อเนื่องกว่า 20 นัดในลักษณะเดียวกับที่ฝ่ายกัมพูชาเคยดำเนินการเมื่อสัปดาห์ก่อน ดังนั้นข้อมูลจากฝั่งกัมพูชายังถือว่าต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือเพิ่มเติม แม้กองทัพไทยจะติดตามสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
โฆษกกองทัพบก ยังย้ำว่า ขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากแนวพื้นที่รับผิดชอบมีระยะทางยาวกว่า 400 กิโลเมตร และสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ในความสนใจของนานาชาติ การสื่อสารข้อมูลจึงจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทหารกัมพูชามีพฤติกรรมยั่วยุ ด้วยการอุจจาระบริเวณแนวลวดหนามในพื้นที่โอร์เสม็ดนั้น พลตรีวินธัย ระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่าจากพฤติกรรมที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ เพราะเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของกัมพูชาบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่ม มักมีพฤติกรรมไม่เรียบร้อย ใช้วาจายั่วยุ ทะเลาะเบาะแว้ง รวมถึงพยายามบันทึกภาพ เพื่อนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย
เมื่อถูกถามถึงเจตนาของพฤติกรรมดังกล่าว มีนัยยะอะไรหรือไม่ โฆษกกองทัพบก มองว่า อาจเป็นความพยายามยั่วยุหรือก่อกวน เพื่อให้ฝ่ายไทยแสดงปฏิกิริยาบางอย่างออกมา แต่ฝ่ายไทยยังคงพยายามควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถอธิบายต่อทั้งสังคมภายในประเทศและนานาชาติได้
นอกจากนี้ยังมีการสอบถามถึงกรณีข่าวการนำผู้ต้องขังกัมพูชามาปฏิบัติงานบริเวณชายแดน ซึ่งโฆษกกองทัพบก ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพในพื้นที่ เพียงแต่ฝั่งกัมพูชามีแนวคิดให้ผู้ต้องขังได้ฝึกวิชาชีพ คล้ายกับแนวทางของไทยที่ต้องการให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีอาชีพ พร้อมย้ำว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะนำผู้ต้องขังมาใช้ในภารกิจทางทหาร เพราะขัดต่อหลักสากล และไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของกองทัพไทย
ส่วนข้อกังวลว่ากัมพูชาอาจพัฒนาผู้ต้องขังให้กลายเป็นกำลังพลทางทหารในอนาคตนั้น โฆษกกองทัพบก มองว่า การเป็นทหารต้องผ่านกระบวนการและระบบทางทหารที่เป็นมาตรฐาน ไม่สามารถนำบุคคลทั่วไปเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมากัมพูชาเคยใช้กำลังพลใหม่จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องวินัยและการใช้อาวุธอยู่บ่อยครั้ง จึงเชื่อว่าหากจะพัฒนาบุคลากรด้านการทหาร ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามหลักสากลเช่นกัน