สถาบันรอยเตอร์ส (Reuters Institute) จัดทำรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2026 ประเมินสถานการณ์สื่อและข่าวใน 49 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
สถาบันรอยเตอร์สประเมินว่า ระบบนิเวศสื่อของประเทศถูกขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก โดยประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 91% มี Facebook และ TikTok เป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงข่าวสาร
ขณะที่โทรทัศน์ซึ่งเคยเป็นสื่อหลัก มีสัดส่วนผู้ติดตามข่าวรายสัปดาห์ลดลงเหลือ 42% จาก 50% ในปี 2024 และจะยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้งหมดจะหมดอายุในปี 2029
แม้ Facebook จะยังครองอันดับหนึ่งด้านการเข้าถึงข่าวด้วยสัดส่วน 69% แต่ TikTok ได้เติบโตขึ้นจนเกือบเทียบเท่าแล้ว โดยมีสัดส่วนผู้ใช้เพื่อรับข่าวถึง 55% ในปี 2026 และกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความแตกแยกทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบคอนเทนต์ที่รวดเร็ว เข้มข้น และมีระบบกำกับดูแลที่จำกัด
สถาบันรอยเตอร์ส ยังวิเคราะห์ว่า แม้โทรทัศน์ยังมีบทบาทอยู่บ้าง แต่การปิดตัวลงของ Voice TV ในปี 2024 และการที่ช่อง 7HD วางแผนลดงบประมาณลงติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นว่ารายได้จากการโฆษณาทางโทรทัศน์ไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป
คนรุ่นใหม่ในไทยมีรูปแบบการใช้งานสื่อที่แตกต่างอย่างชัดเจน นักวิจัยเรียกลักษณะนี้ว่า การบริโภคข่าวแบบสั้นและกระจัดกระจาย (short-form video) โดยผู้ใช้จำนวนมากเริ่มต้นจากการรับชมคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ จากนั้นจึงค่อยติดตามเนื้อหาข่าวบน TikTok หรือ YouTube ต่อ
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการติดตามข่าวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสูงถึง 55%
นอกจากนี้ องค์กรสื่อรายใหญ่ของไทยได้เริ่มนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตข่าวมากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างคือ Nation TV ที่เปิดตัวผู้ประกาศข่าว AI ชื่อ "Natcha" ในเดือนเมษายน 2024 และในเดือนเมษายน 2025 Thai PBS ได้เปิดตัวระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย AI ภายใต้ชื่อ "Verify" ซึ่งใช้ประมวลผลข้อมูลเท็จโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะเดียวกัน คนไทยราว 43% ระบุว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่เลือกแสดงความสนใจข่าวในรูปแบบของการแชร์ แสดงความคิดเห็น หรือพูดคุยเกี่ยวกับข่าวแทน และมีถึง 37% ที่ระบุว่าเคยแชร์ข่าวอย่างจริงจังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเทศไทยยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกด้านเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) หลังการเลือกตั้งปี 2026 และความขัดแย้งบริเวณชายแดน ส่งผลให้ครีเอเตอร์สามารถเข้าถึงผู้ติดตามจำนวนมหาศาล และรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ในแบบที่สื่อโทรทัศน์ทำได้ยาก
ความเชื่อมั่นในสื่อข่าวยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ช่องโทรทัศน์แบบดั้งเดิมยังคงได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนเป็นส่วนใหญ่ โดยช่อง 7 HD (75%) Workpoint TV (72%) และ Amarin (71%) มีคะแนนความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง เช่นเดียวกับ Thai PBS (70%) และ Thai Rath (69%)
เมื่อแยกพิจารณารายสื่อ สถาบันรอยเตอร์สพบว่าแต่ละสื่อมีความน่าเชื่อถือดังนี้
- ช่อง 7HD – 75%
- เวิร์คพอยท์ ทีวี – 72%
- อมรินทร์ – 71%
- ไทยพีบีเอส – 70%
- ไทยรัฐ – 69%
- พีพีทีวี ช่อง 36 – 68%
- MCOT – 67%
- บางกอกโพสต์ – 64%
- เดลินิวส์ – 64%
- ข่าวสด – 64%
- มติชน – 64%
- ครอบครัวข่าว 3 – 63%
- เนชั่น – 60%
- สื่อท้องถิ่น – 57%
- ผู้จัดการ – 56%