ความคืบหน้ากรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากมีการเปิดรายชื่อคณะผู้ไกล่เกลี่ยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ออกมาฝั่งละ 2 คน ซึ่งมีทั้งอดีตประธานศาลกฎหมายทะเล และทนายคู่ใจที่เคยช่วยกัมพูชาชนะคดีปราสาทพระวิหารมาแล้ว จนหลายฝ่ายกังวลว่า ไทยอาจกำลังเสียเปรียบล่าสุด อาจารย์วรนัยน์ วาณิชกะ อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาวิเคราะห์ ว่า หากยึดหลักกฎหมายทะเลสากล ลากเส้นผ่ากลางโดยวัดจากชายฝั่งเกาะกูดของไทย เราถือว่าได้แต้มต่อ
นายวรนัยน์ วาณิชกะ อาจารย์พิเศษ วิชาการสื่อสารทางการเมือง คณะวารสารศาสตร์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ประเด็นการตั้งคณะผู้ไกล่เกลี่ยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งล่าสุดทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา มีการเปิดรายชื่อผู้ประนอมออกมาแล้วประเทศละ 2 คน
อาจารย์วรนัยน์ ให้ข้อมูลว่า ผู้ประนอมของทางฝั่งกัมพูชา มีนายปีเตอร์ ทักเซอ เจนเซน ที่มีประวัติโดดเด่นจากการเป็นผู้เจรจาให้ประเทศติมอร์-เลสเต ชนะข้อพิพาททางทะเลกับประเทศออสเตรเลียมาแล้ว อีกคนคือ ฌ็อง มาร์ก ตูเวอแน็ง ชาวฝรั่งเศส ประวัติเคยว่าความให้กัมพูชาชนะไทยในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2013
ส่วนฝั่งผู้ประนอมของไทย คือ รูดิเกอร์ โวลฟรัม ชาวเยอรมัน คนนี้ประวัติแน่นปึ้ก เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ส่วนอีกคนคือ อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมนน์ ชาวแอฟริกัน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเล แม้ประวัติการทำงานไม่เลิศหรูเทียบเท่า 3 คนแรก แต่ถือเป็นคนเก่งที่มีโอกาสสร้างผลงานในเวทีนี้
อาจารย์วรนัยน์บอกว่า คนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในการเจรจาครั้งนี้ คือ ปีเตอร์ ทักเซอ เจนเซน ผู้ประนอมจากฝั่งกัมพูชา เพราะเคยผ่านการเจรจาข้อพิพาททางทะเลมาแล้ว อย่างไรก็ตามหากให้ประเมินจากประวัติว่าไทยหรือกัมพูชาฝั่งไหนได้เปรียบกว่ากัน มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าใครเก่งกว่าใคร เพราะ เวที UNCLOS ไม่ใช่ศาลที่ห้ำหั่นกันเพื่อเอาชนะ 100% แต่เป็นเวทีของปัญญาชนที่ใช้ไหวพริบเจรจาต่อรองกันให้ฝั่งตัวเองได้เปรียบมากที่สุด
อาจารย์วรนัยน์ บอกว่า หากอิงหลักกฎหมายสากลทางทะเล ไทยอาจได้เปรียบ เพราะ เคยมีบรรทัดฐาน กฎหมายทางทะเล จาก ข้อพิพาท ติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลียมาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นใช้เส้นแบ่งครึ่งตรงกลางระหว่างชายฝั่งของทั้งสองประเทศ หรือ "Median Line" ส่งผลให้ติมอร์-เลสเต ได้ประโยชน์ในทรัพยากรใต้ทะเลถึง 70-80% ดังนั้นหากไทยยึดหลักเส้นผ่านี้ ตัดชายฝั่งเกาะกูดกับชายฝั่งกัมพูชา ไทยมีแต่ได้กับได้ และจากหลักฐานตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส รวมถึงแผนที่แนบของ MOU 44 (ที่เพิ่งยกเลิกไป) ก็ระบุตรงกัน เกาะกูดเป็นอธิปไตยของไทย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ลากเส้น Median Line โดยวัดจากชายฝั่งเกาะกูด
ส่วนกรณีที่กัมพูชาชิงเปิดเกมเข้าเวที UNCLOS ก่อน เมื่อเห็นว่าไทยยกเลิก MOU 44 อาจารย์วรนัยน์บอกว่ามองผิวเผินอาจดูเหมือนกัมพูชาได้เปรียบ แต่ในมุมกลับกัน การที่ไทยนิ่งและรอดูไพ่ในมือของกัมพูชา เช่น การเห็นรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ยก่อน ก็อาจช่วยให้ไทยสามารถจัดยุทธศาสตร์ วางแผนอุดรอยรั่ว และสวนหมัดกลับได้ถูกจังหวะมากขึ้น
อาจารย์ วรนัยน์ ฝากถึงทีมเจรจารอบนี้ว่า บรรทัดฐานทางกฎหมายและข้อเท็จจริงในอดีตค่อนข้างเข้าทางประเทศไทยอยู่แล้ว สิ่งที่อยากฝากมีเพียงความหวังและความเชื่อมั่นในฐานะประชาชนชาวไทย รวมถึงขอส่งกำลังใจให้การเจรจาครั้งนี้ประสบความได้สำเร็จ