จับตาเอลนีโญปลายปี 2569 นักวิทย์เตือนอาจพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นักวิทย์จับตาการกลับมาของ "เอลนีโญ" หลังแบบจำลองล่าสุดชี้มีโอกาสเกิดสูงถึง 94% ช่วงปลายปี 2569 อาจทวีความรุนแรงเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ"

ทั่วโลกเตรียมจับตาความเป็นไปได้ของการกลับมาของปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่คาดว่าจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2569 และมีโอกาสสูงถึง 94% ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย หลังแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากหลายหน่วยงานระหว่างประเทศ ได้แก่ NOAA, IRI และ ECMWF บ่งชี้ว่ามีโอกาสเกิดภาวะเอลนีโญอีกครั้ง และอาจพัฒนาไปสู่ระดับที่รุนแรงมาก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ"

แบบจำลองจุดอุณหภูมิสูงกรณีเกิดเอลนีโญ NASA/Michala Garrison
แบบจำลองจุดอุณหภูมิสูงกรณีเกิดเอลนีโญ

คาดการณ์ว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งวิกฤตครั้งนี้อาจทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำลายสถิติ และทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส

ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจพุ่งทะลุ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้โลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤตที่มีความเสี่ยงสูง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างต่อเนื่อง

"เอลนีโญ" กับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ต่างกันอย่างไร?

"เอลนีโญ"

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า เอลนีโญ คือปรากฏการณ์ความแปรปรวนของระบบภูมิอากาศในมหาสมุทรและบรรยากาศเขตร้อน (El Niño–Southern Oscillation หรือ ENSO) ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าค่าปกติประมาณ 0.5-1.5 องศาเซลเซียส

ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศในหลายพื้นที่ของโลกเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ กล่าวคือ บริเวณที่เคยมีฝนชุกจะกลับแห้งแล้ง และบริเวณที่เคยแห้งแล้งจะมีฝนชุก สำหรับประเทศไทยมักทำให้อากาศร้อนขึ้น ฝนตกน้อยลง เสี่ยงเกิดภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ และไฟป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาเกิดประมาณ 12-18 เดือน และสามารถเกิดซ้ำได้เป็นระยะ แต่ไม่สม่ำเสมอ

"ซูเปอร์เอลนีโญ"

"ซูเปอร์เอลนีโญ" ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกเอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ โดยอาศัยค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ Niño 3.4 เป็นเกณฑ์ หากสูงกว่าค่าปกติ 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะถูกเรียกว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งแม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ระดับความรุนแรงของเอลนีโญ

  • 0.5-0.9 องศาเซลเซียส : เอลนีโญระดับอ่อน
  • 1.0-1.4 องศาเซลเซียส : เอลนีโญระดับปานกลาง
  • 1.5-1.9 องศาเซลเซียส : เอลนีโญระดับรุนแรง
  • ตั้งแต่ 2.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป : เอลนีโญรุนแรงมาก หรือ "ซูเปอร์เอลนีโญ"

หากย้อนรอยที่ผ่านมา โลกเคยเผชิญซูเปอร์เอลนีโญเพียงไม่กี่ครั้ง ได้แก่ ช่วงปี 1982-1983, 1997-1998 และ 2015-2016 ซึ่งล้วนก่อให้เกิดผลกระทบทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเกษตร และการดำรงชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

เอลนีโญกระทบไทยอย่างไร?

เมื่อเกิดเอลนีโญ ประเทศไทยมักมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากกว่าปกติ ดังเช่นเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 ซึ่งทำให้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งอย่างหนัก มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติทั่วประเทศ และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ ภาคเกษตร และการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

แม้ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าโลกจะเข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี แต่แบบจำลองพยากรณ์ล่าสุดจาก NOAA, IRI และ ECMWF บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเกิดเอลนีโญในช่วงปี 2026-2027 และอาจพัฒนาเป็นเอลนีโญที่มีความรุนแรงได้

ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือกับสภาพอากาศที่อาจร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ หากปรากฏการณ์ดังกล่าวพัฒนาความรุนแรงขึ้นในระยะต่อไป

ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา / กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ