ความเคลื่อนไหวสำคัญในสัปดาห์หน้า หลังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. มีมติยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 หลังพบคะแนนผิดปกติ 5,924 คน คือการลงนามในประกาศอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคำถามถึงอำนาจของ กสถ.ในเรื่องนี้ รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตจากคนที่แวดวงข้าราชการท้องถิ่นว่า การที่ กสถ. ต้องตัดจบ ลงมติ โดยไม่ส่งไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง เพื่อตัดตอนไม่ให้เรื่องไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หากเกิดการฟ้องร้องหรือไม่
เนื่องจาก คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ชุดนี้ ถูกแต่งตั้งโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนเม.ย. 2568 ซึ่งขณะนั้นอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเอกสารมีการระบุรายชื่อ กสถ.ทั้ง 18 คน มีนายวันชัย จันทร์พร เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ 17 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอธิบดีกรมบัญชีกลาง นอกจากนี้ยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก.จ., ก.ท., ก.อบต. และกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้สำหรับอำนาจหน้าที่ของ กสถ. ตามเอกสาร ระบุว่า มีอำนาจหน้าที่ตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการคัดเลือก พ.ศ. 2560 สาระสำคัญคือ การจัดสอบ วิธีการสอบ การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขัน ส่วนการยกเลิกบัญชีของผู้ที่สอบแข่งขันได้แล้ว กรณีที่พบการทุจริตนั้น ตามประกาศดังกล่าว ไม่ได้ระบุว่า กสถ.นั้นมีอำนาจ
ทำให้ในการประชุม กสถ. สัปดาห์ก่อน จึงมีมติจะใช้ กฎหมาย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มายกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ให้เหตุผลว่า เมื่อคำสั่งทางปกครอง ไม่ถูกต้อง ผู้ออกคำสั่งในที่นี้ ซึ่งก็คือ กสถ. ก็จะแก้ไขคำสั่งทางปกครอง
ทั้งนี้ในมุมมองของ นายพิพัฒน์ วรสิทธิดํารง นายกสมาคมข้าราชการท้องถิ่น อธิบายว่า ประเด็น กสถ. มีอำนาจหรือไม่ อยู่ที่การตีความ โดยมุมของนักกฎหมายปกครองมองต่าง เพราะการจะยึดกฎหมาย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จะทำได้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง
แต่หากไปย้อนดูคำสั่งที่นายอนุทิน แต่งตั้ง 18 กสถ. นั้น ระบุว่า ให้ กสถ.มีอำนาจตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการคัดเลือก พ.ศ. 2560 ที่สำคัญระบุชัดเจนว่า อำนาจในการเพิกถอนหลังจากที่มีการขึ้นบัญชีแล้ว เป็นอำนาจของ คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า หาก กสถ. มีการลงนามประกาศยกเลิกบัญชีข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 จริง เชื่อได้เลยว่า ในจำนวนคนที่ทุจริตสอบ 5,924 คน ส่วนใหญ่คงเดินหน้าฟ้อง เพื่อรักษาสิทธิ์ และ เมื่อเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาล สิ่งที่ศาลจะพิจารณาคือ มติของ กสถ. ที่ออกมาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แน่นอนว่า คนกลุ่มนี้จะต้องหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้
แต่คำถามที่ว่า แล้วทำไม กสถ. ถึงไม่ส่งความเห็นไปยัง ก.กลาง เพื่อให้พิจารณา และมีมติตามกฎหมาย นายพิพัฒน์ ระบุว่า กลุ่มข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งนักวิชาการสายปกครอง มองตรงกันว่า ถ้าหากวันที่ 23 กรกฎาคม มีการประชุม ก.กลาง และนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะ มท.1 ซึ่งเป็นประธาน ก.กลาง โดยตำแหน่ง แล้วต้องนั่งหัวโต๊ะตามที่ลั่นวาจาไว้ หากมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมีการฟ้องร้อง ก็จะต้องฟ้องร้องคณะกรรมการทั้งชุด เป็นจำเลย
จึงตั้งข้อสังเกตว่า มีการแตะเบรกนายอนุทิน และตัดตอนกระบวนการเพิกถอนให้จบในวัน กสถ. โดยไม่ต้องส่งต่อไปยัง ก.กลาง เพื่อไม่ให้นายอนุทิน เข้าไปมีชื่อในการประชุมใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่
อีกประเด็นที่นายพิพัฒน์ เป็นห่วงคือ หากมีการยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีเดิม และมีการขึ้นบัญชีใหม่ ผู้ที่บรรจุแต่งตั้งไปแล้ว ซึ่งเป็นคนที่สุจริต จะดำเนินการอย่างไร ต้องอยู่ที่เดิม หรือจะให้เลือกใหม่ รวมทั้งระยะเวลาที่ทำงานมาแล้ว 2-3 เดือน ใกล้ครบเวลาประเมิน และยังมีประเด็นเรื่องการนับเวลาราชการ เนื่องจากหากมีการยกเลิกบัญชี หมายความว่า อาจจะต้องเริ่มกระบวนการนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียงลำดับ การเรียกคนมาบรรจุ ซึ่งขณะนี้หลายคนเริ่มถามถึงแนวทางเยียวยาในกลุ่มคนที่ทำถูกต้อง แต่หากไปดูตามข้อกฎหมายก็พบว่า กสถ. ไม่มีอำนาจเยียวยาในส่วนนี้เช่นกัน