มลพิษปี 68 คุณภาพน้ำ-อากาศดีขึ้น แต่ปริมาณขยะยังเพิ่ม เร่งแก้ปัญหา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คพ. เผยสถานการณ์มลพิษปี 68 สัญญาณดี! น้ำ-อากาศคุณภาพขยับขึ้น ด้านขยะมูลฝอย-ขยะติดเชื้อยังพุ่ง เร่งเดินหน้าอัดมาตรการเข้มแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เผยรายงานภาพรวมสถานการณ์มลพิษ ปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าภาพรวมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะคุณภาพน้ำและคุณภาพอากาศ ขณะที่ปริมาณขยะมูลฝอย มูลฝอยติดเชื้อ และขยะที่จัดเก็บได้ในระบบนิเวศชายฝั่งทะเลยังคงเพิ่มขึ้น จึงเตรียมเดินหน้ามาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อยกระดับการจัดการมลพิษของประเทศ

สิ่งแวดล้อม FB/กรมควบคุมมลพิษ
คพ. เผยสถานการณ์มลพิษปี 68

ในด้านสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษระบุว่า คุณภาพน้ำผิวดินของประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดี และไม่พบแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ขณะที่คุณภาพน้ำทะเลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนคุณภาพน้ำบาดาลยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม สามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ สำหรับแนวทางดำเนินงานการจัดการคุณภาพน้ำในระยะต่อไป แผนระยะสั้นจะเร่งสำรวจและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและมลพิษข้ามพรมแดน รวมถึงเพิ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติในแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสำคัญทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดการระยะยาว มีการเชื่อมโยงข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ปรับปรุงกฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานน้ำทิ้งประเภทอุตสาหกรรม และติดตามตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อควบคุมและกำกับดูแลให้โรงงานอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการจัดทำและบังคับใช้แผนแม่บทการจัดการน้ำเสียชุมชนเชิงพื้นที่ โดยกำหนดระดับมาตรการที่สอดคล้องกับความสำคัญของพื้นที่

สำหรับสถานการณ์ด้านคุณภาพอากาศ ภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยจำนวนวันที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM10 เกินมาตรฐานลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงร้อยละ 13 และ PM10 ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยค่าเฉลี่ย PM2.5 อยู่ที่ 24 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่ากับปีก่อน แต่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลงจาก 132 วัน เหลือ 117 วัน ขณะที่ระดับเสียงเฉลี่ยในกรุงเทพมหานครและเมืองหลักยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ส่วนพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลงจาก 47 เหลือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลงจาก 131 วัน เหลือ 117 วัน และจุดความร้อนลดลงจาก 79,859 จุด เหลือ 55,989 จุด อย่างไรก็ตาม พื้นที่หน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี ยังมีสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยค่า PM10 เพิ่มจาก 98 เป็น 103 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่บริเวณมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดระยอง พบว่าสารมลพิษบางชนิด ได้แก่ 1,3-บิวทาไดอีน และ 1,2-ไดคลอโรอีเทน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ในส่วนของระดับเสียงเฉลี่ยในกรุงเทพมหานครและเมืองหลักยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ในส่วนของการจัดการคุณภาพอากาศ กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในระยะสั้นเตรียมเร่งส่งเสริมการตัดอ้อยสดแทนการเผา โดยเพิ่มสิทธิและการช่วยเหลือ รวมถึงเพิ่มอัตราการหักอ้อยไฟไหม้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสภาพรถ และสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ในขณะที่แผนระยะยาวจะเร่งผลักดันพัฒนาระบบราง ส่งเสริมการขนส่งปล่อยมลพิษต่ำ ดำเนินการตามมาตรการเชิงการค้าเพื่อควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาผ่านกลไกเชิงพาณิชย์ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ และผลักดันมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการดำเนินงานตามแผนแม่บทด้านมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนระยะ 15 ปี

สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายจากชุมชน พบว่าปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจาก 27.20 ล้านตัน เป็น 27.76 ล้านตัน แม้จะยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง แต่การนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจาก 10.51 ล้านตัน เป็น 10.62 ล้านตัน และการกำจัดอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้นจาก 10.42 ล้านตัน เป็น 11.10 ล้านตัน สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการขยะที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ปริมาณขยะที่จัดเก็บได้ในระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเพิ่มขึ้นจาก 327 ตัน เป็น 465 ตัน ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนมีปริมาณเกิดขึ้นกว่า 1.08 ล้านตัน โดยสามารถเก็บรวบรวมเข้าสู่ระบบและกำจัดอย่างถูกต้องได้กว่า 33,700 ตัน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษระบุว่าในระยะต่อไป แผนระยะสั้นจะใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ สร้างระบบแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริจาคอาหารส่วนเกิน ผลักดันภาคเอกชนให้นำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาใช้ในการจัดการบรรจุภัณฑ์และซากผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มจุดรับของเสียอันตรายจากชุมชนให้เพียงพอและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงติดตาม เร่งรัดการปรับปรุงและยกระดับการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง ส่วนในระยะยาว จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลด คัดแยก และใช้ประโยชน์ขยะมูลฝอย โดยกำหนดระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะที่ทิ้ง (Pay-As-You-Throw: PAYT) และเร่งผลักดันการออกกฎหมายว่าด้วยการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน และกฎหมายว่าด้วยการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) รวมถึงผลักดันการจัดการขยะโดยใช้วิธีการเผาเพื่อผลิตพลังงาน (Waste to Energy) ให้เพิ่มมากขึ้น

ด้านกากอุตสาหกรรมและมูลฝอยติดเชื้อ พบว่ากากอุตสาหกรรมลดลงจาก 24.40 ล้านตัน เหลือ 18.80 ล้านตัน ขณะที่การนำเข้าและส่งออกวัตถุอันตรายภาคอุตสาหกรรมลดลง แต่การนำเข้าวัตถุอันตรายภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น ส่วนมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 76,749 ตัน เป็น 91,071.95 ตัน แม้ว่าปริมาณการกำจัดอย่างถูกต้องจะเพิ่มขึ้นจาก 75,731.04 ตัน เป็น 90,340.40 ตัน ก็ตาม ทำให้การจัดการในระยะต่อไป กรมควบคุมมลพิษจะเร่งขยายการใช้ระบบบริหารด้วยเทคโนโลยีจัดการมูลฝอยติดเชื้อของประเทศ (E-Manifest) ให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในส่วนของการจัดการระยะยาว จะปรับปรุงและทบทวนกฎหมายระดับอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อให้เหมาะสมกับประเภทแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือการรักษาตัวที่บ้าน เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพในระดับท้องถิ่น รวมถึงบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานนโยบาย หน่วยงานควบคุมกำกับ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลการจัดการมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) กลางทาง (การเก็บขน) และปลายทาง (สถานที่กำจัด) เพื่อให้มูลฝอยติดเชื้อได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 - 2570)

ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568 และการดำเนินมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการมลพิษของประเทศอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยี กฎหมาย และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ