ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง นายแพทย์ทวีโชค โรจน์อารัมภ์กุล สสจ.อ่างทองพร้อมด้วย นางปาริชาติ ติระวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลอ่างทอง แพทย์เด็ก และแพทย์สูตินรีเวช พร้อมพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงกระบวนการรักษาโดยมีใจความว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกตามที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่า มารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
โดยจากการทบทวนข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้ น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์
วันที่ 16 ก.ค. 2569 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) โดยมารดามีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่ายเพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ
ระหว่างวันที่ 18–19 ก.ค. 2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต จำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิต และใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษาให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย
วันที่ 20 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤตของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้
อย่างไรก็ตาม ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้น จึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต
วันที่ 21 ก.ค. 2569 ผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ได้รับรายงาน จึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา ต่อมาเวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่า ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา
เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที
เวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่า ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.
จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม
ขณะที่แพทย์หญิงศิริสุดา อัญญะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเด็ก เปิดเผยว่ากรณีเด็กสามารถติดเชื้อจากภายนอกได้หรือไม่ โดยทางแพทย์ยืนยันว่า การติดเชื้อของเด็กต้องสัมผัสตัวเด็กเท่านั้น ไม่ใช่การติดเชื้อทางอากาศ ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเด็กนอนอยู่ในตู้ที่มีฝาครอบและใส่เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงมีม่านพลาสติกใสกั้น และจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีใครไปแตะตัวเด็ก หรือตู้ครอบแต่อย่างใด ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ได้ติดเชื้อจากภายนอกอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าศีรษะเด็กยุบนั้น อาจจะเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องจากการรักษามีการโกนผมเด็กเพื่อหาเส้นเลือด แต่ยืนยันว่าไม่มีศีรษะยุบแต่อย่างใด รวมถึงกรณีข้อเท้าที่หมุนได้รอบด้วย เรื่องของน้ำเกลือที่อยู่ในตัวเด็กจำนวนมากเนื่องจากเด็กเป็นผู้ป่วยวิกฤตทำให้สารน้ำอาจไปรวมอยู่ในร่างกายได้
ด้านแพทย์หญิงเยาวเรศ กิตติธเนศวร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูตินารีเวช เปิดเผยว่ามารดาของเด็กได้มาฝากครรภ์ หลังจากตั้งท้อง 18 สัปดาห์แล้ว ซึ่งพบว่ามีประวัติความเสี่ยงเรื่องของโรคเบาหวาน และความดัน ทำให้แพทย์ให้การดูแลเป็นพิเศษ แต่บางครั้งก็ไม่ได้มาตามที่หมอนัด ทางโรงพยาบาลก็จะติดตามทวงถามอยู่ตลอด และมีการใช้ยาไม่ต่อเนื่องทำให้น้ำตาลไม่ลดลง และมีความเสี่ยงสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้แจ้งให้กับทางมารดาทราบ และให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล
แต่ถูกปฏิเสธด้วยความจำเป็นของมารดา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงที่แพทย์ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษา ซึ่งตลอดเวลารักษาไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ตามแผน โดยทางแพทย์เคยแจ้งตลอดว่าหากไม่สามารถควบคุมได้ จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็กและมีปัญหาในการคลอด มีความเสี่ยงที่เด็กอาจจะเสียชีวิตในครรภ์ได้
ส่วนเรื่องของการจัดเลี้ยงในห้อง NICU และห้องต่างๆ ในโรงพยาบาล ทาง ผอ.แจ้งว่าเบื้องต้นได้สั่งห้ามโดยเด็ดขาด และอยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริง โดยในวันเกิดเหตุมีพยาบาล 3 ราย ที่ไม่ได้ร่วมในการรับประทานอาหาร แต่ดูแลเด็กในห้องดังกล่าวอยู่
ด้าน นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง บอกว่าเบื้องต้นในส่วนของเรื่องการจัดเลี้ยงในห้อง NICU ทาง สสจ. ได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และจะนำไปเปรียบเทียบกับเคสอื่นๆ ในการพิจารณาความผิดทางวินัยต่อไป