จากกรณีเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และคนไทย 3 คนเสียชีวิตยกครัว จากการก่อเหตุของคนกลุ่มเดียวกัน และผู้ก่อเหตุบางคนเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือน ทำให้ในขณะนี้กระแสสังคม เรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตนั้น
ล่าสุด ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาจิตวิทยาพฤติกรรม ชี้ว่า กรณีนายป๋องเป็นฆาตรกรต่อเนื่อง จากพฤติกรรมที่องค์ประกอบ มีตั้งแต่จำนวนศพ ระยะเวลาการลงมือ ถือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง
ดร.ตฤณห์ มองว่า กรณีเช่นนี้ ไม่ควรปล่อยกลับสู่สังคม ซึ่งในต่างประเทศจะจำคุกตลอดชีวิต บางรัฐอาจประหารชีวิต ถ้าจะให้โอกาสออกมาอีก จะไม่ใช่การบริหารงานยุติธรรมที่ทำให้สังคมปลอดภัย ซึ่งฆาตรกรต่อเนื่องอ้างเหตุทางสุขภาพ เช่น ความผิดปกติทางจิต ทำโดยไม่รู้ตัว แต่เคสนี้มีการอำพรางคดี ทำลายศพ ฝังดิน หลบหนี ถือว่ารู้ตัว จึงใช้ข้ออ้างแบบนั้นไม่ได้
ส่วนการก่อเหตุที่อาจจะทำให้มากกว่า 5 ศพ เป็นกลุ่มลักษณะพฤติกรรมแบบไซโคพาธ เช่น การละเมิดผู้อื่นอย่างไม่รู้สึกผิด ซึ่งการพิจารณาจะดูจากความเย็นชาอารมณ์ ไม่เห็นใจ ไม่รู้สึกผิด โกหกเป็นนิสัยไหม ใช้ชีวิตเสี่ยงไหม ละเมิดกฎหมายซ้ำๆ หรือไม่ ซึ่งในเคสนายป๋อง มองว่าเข้าข่ายทั้งหมด จึงไม่ควรได้รับการลดหย่อนโทษ
“ผมว่าเอาจริงๆ มันไม่ควรมีเหตุลดโทษ ถ้าเป็นที่ต่างประเทศ เขาก็จะแยกไว้ในเรือนจำความมั่นคงสูง เป็นนักโทษกลุ่มที่อันตรายก็จะไม่มีสิทธิ์ได้มาลดโทษ หรือไม่มีสิทธิ์ปล่อยตัวด้วยซ้ำ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องซ้อนกระบวนการยุติธรรมเราด้วยว่า การสอบสวนจับกุมของเรามันล่าช้าหรือไม่ เพราะว่าถ้าก่อเหตุครั้งที่หนึ่งแล้วเราจับกุมได้ทันที ก็จะไม่มีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ในเมื่อเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีพ่อแม่ลูกอีกสามศพ ถ้าเราไม่จับได้ที่ 2 ศพที่เป็นพี่น้องนักท่องเที่ยวเราจะไม่มีทางรู้เลย ผมว่าเราก็ต้องยกระดับการจับกุม สืบสวนสอบสวนให้เข้มวงดและรวดเร็วกว่านี้”
ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าในประเทศไทยจะประหารได้หรือไม่นั้น ล่าสุดอัยการปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส อธิบายว่า มีเกณฑ์กำกับอยู่ คือ เป็นการกระทำที่ทารุณ ไตร่ตรองเอาไว้ก่อน การทำต่อบุพการี และ ประพฤติชั่วโดยสันดาน ซึ่งกรณีนี้ มีผลกระทบต่อสังคม ต่อความเชื่อมั่น ชื่อเสียงของประเทศ อ.ปรเมศวร์ ชี้ว่า ก็สามารถเรียกร้องโทษประหารได้ แต่ศาลจะพิจารณาอย่างไร ก็ยังมีอีกหลายขั้นตอน
นอกจากนั้นส่วนมที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการให้การกับตำรวจนายป๋องดูเป็นงาน ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับว่าจนมุมแล้ว ไม่โกหกแน่ หรือ อ้างว่าไม่มีเจตนาทำร้าย จะเป็นเหตุให้ลดโทษได้หรือไม่ อัยการปรเมศวร์ มองว่า ขึ้นอยู่กับการยอมรับสารภาพด้วย
“โหดร้ายไหม ทารุณไหม วางแผนไหม ถ้าเป็นคนร้ายโดยกมลสันดานไหม ผมคิดว่าศาลตัดสินประหารแน่ แต่เขาจะเลือกการรับสารภาพรึเปล่า ทีนี้ไอ้การรับสารภาพ ศาลจะลดให้หรือไม่ ดูที่ว่ารับเองหรือจำนนต่อหลักฐาน คำว่ารับเอง ถูกตำรวจจับก็รับ แต่ไม่ใช่พอตำรวจซักถามไปถามมา เอาพยานหลักฐานมาให้ดูแล้วรับ อย่างนี้เขาเรียกจำนนต่อหลักฐาน ถ้าจำนนต่อหลักฐานบางทีศาลไม่ลด”