จากกรณีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลพบ 3 ศพ ที่ถูกนายป๋อง นายธงทำร้าย อีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือการรับโทษทางอาญาของผู้ต้องหาที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม และนักกฎหมายอย่างกว้างขวาง ประเด็นหลักมีการวิจารณ์อัตราโทษสูงสุด (โทษประหารชีวิต) และการลดโทษจนได้ออกมากระทำความผิดซ้ำ ซึ่งตอกย้ำถึงมาตรการความปลอดภัยของสังคม
ล่าสุด นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้อธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ว่า การลงโทษกับการบังคับโทษนั้นต่างกันอย่างไร การลงโทษคือการที่ศาลมีคำพิพากษากำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ หรือริบทรัพย์สิน ซึ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ฝ่ายตุลาการซึ่งก็คือ ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาและกำหนดโทษตามกฎหมาย และความร้ายแรงแห่งคดี
ส่วนการบังคับโทษ คือ การดำเนินการให้ผู้ต้องโทษรับโทษตามคำพิพากษาของศาลจนเสร็จสิ้นตามกฎหมาย ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจจะแยกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามโทษ มาตรการหรือเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ดังนั้น “ศาลยุติธรรมจึงมีหน้าที่ตัดสินโทษ ส่วนการรับโทษเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่บังคับโทษตามกฎหมายศาล จึงทำหน้าที่กำหนดโทษ ไม่ใช่ผู้บังคับโทษ” นายสุริยัณห์ ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเทศไทยมีการเเบ่งหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน การลงโทษผู้รับผิดชอบหลัก คือ ศาลยุติธรรม เป็นผู้พิจารณาพิพากษาและกำหนดโทษตามกฎหมาย ส่วนการบังคับโทษผู้รับผิดชอบหลัก คือ กรมราชทัณฑ์ (กรณีจำคุก) และหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด เช่น กรมคุมประพฤติ ในกรณีที่มีมาตรการคุมความประพฤติหรือการปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ซึ่งเป็นไปภายใต้อำนาจฝ่ายบริหาร