ช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี นอกจากจะเป็นช่วงของ วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม แล้ว ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่น่าจับตา คือ "ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์" หนึ่งในฝนดาวตกที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในรอบปี เนื่องจากมีอัตราการเกิดดาวตกค่อนข้างถี่ และในบางครั้งอาจพบดาวตกที่สว่างมาก หรือลูกไฟ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าได้
สำหรับวันแม่ 2569 ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์จะเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจในช่วงคืนวันที่ 12 สิงหาคม ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 13 สิงหาคม 2569
หากสภาพอากาศและท้องฟ้าเป็นใจ ก็อาจเป็นโอกาสดีที่จะออกไปเฝ้ามองดาวตกในคืนวันแม่
ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เกิดจากอะไร?
ต้นกำเนิดของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เกี่ยวข้องกับ ดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิล (Swift-Tuttle) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 130 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ
เมื่อดาวหางเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนและรังสีจากดวงอาทิตย์จะทำให้วัสดุบริเวณพื้นผิวของดาวหางระเหิดและปลดปล่อยแก๊ส ฝุ่น รวมถึงเศษวัตถุขนาดเล็กออกสู่อวกาศ เศษวัตถุเหล่านี้จะกระจายตัวอยู่ตามแนววงโคจรของดาวหาง กลายเป็นสายธารของสะเก็ดดาว
เมื่อโลกโคจรผ่านบริเวณที่มีสะเก็ดดาวเหล่านี้ เศษวัตถุจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง เกิดกระบวนการที่ทำให้อากาศโดยรอบร้อนและเปล่งแสง จนปรากฏเป็นเส้นแสงสว่างบนท้องฟ้าในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือที่เราเรียกว่า “ดาวตก”
ในอดีต ช่วงที่ดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิลกลับมาใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปี 2535 ส่งผลให้ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ในช่วงเวลาดังกล่าวมีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยในปี 2534 และ 2535 เคยมีรายงานอัตราดาวตกมากกว่า 400 ดวงต่อชั่วโมง ก่อนลดลงเหลือประมาณ 300 ดวงต่อชั่วโมงในปี 2536 และ 220 ดวงต่อชั่วโมงในปี 2537
หลังจากนั้น ในช่วงที่ฝนดาวตกมีอัตราสูงสุด โดยทั่วไปเคยพบอัตราอยู่ที่ประมาณ 100-160 ดวงต่อชั่วโมง ทั้งนี้ จำนวนที่สามารถมองเห็นได้จริงจะแตกต่างกันไปตามแต่ละปีและสภาพแวดล้อมของสถานที่สังเกตการณ์
ทำไมถึงเรียกว่า “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์”?
หากสังเกตเส้นทางของดาวตกหลาย ๆ ดวงแล้วลากแนวย้อนกลับ จะดูคล้ายกับว่าดาวตกเหล่านั้นพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันบนท้องฟ้า ตำแหน่งดังกล่าวเรียกว่า “จุดกระจาย” (Radiant)
สำหรับฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ จุดกระจายอยู่บริเวณ กลุ่มดาวเพอร์เซอัส (Perseus) จึงเป็นที่มาของชื่อฝนดาวตกชุดนี้ โดยกลุ่มดาวเพอร์เซอัสอยู่บริเวณซีกฟ้าเหนือ ใกล้กับกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia)
จุดกระจายของฝนดาวตกจะค่อย ๆ สูงขึ้นจากขอบฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงดึก และอยู่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงก่อนรุ่งเช้า ทำให้ช่วงหลังเที่ยงคืนไปจนถึงก่อนฟ้าสางเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเฝ้าสังเกต
คนไทยมีโอกาสเห็นฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์แค่ไหน?
แม้ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์จะเป็นหนึ่งในฝนดาวตกเด่นประจำปี แต่สำหรับประเทศไทยมีอุปสรรคสำคัญคือ เดือนสิงหาคมตรงกับช่วงฤดูฝน หากมีเมฆมากหรือฝนตกก็อาจบดบังท้องฟ้าจนไม่สามารถสังเกตดาวตกได้
นอกจากนี้ จำนวนดาวตกที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจริง ๆ ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณเมฆ แสงจันทร์ มลภาวะทางแสง ตำแหน่งของจุดกระจาย และสถานที่ที่ใช้สังเกตการณ์ ดังนั้น ตัวเลขอัตราดาวตกต่อชั่วโมงจึงไม่ได้หมายความว่าผู้สังเกตจะสามารถมองเห็นดาวตกได้ครบตามจำนวนนั้น
สำหรับคืนวันแม่ 12 สิงหาคม ต่อเนื่องเช้ามืด 13 สิงหาคม 2569 หากต้องการชมฝนดาวตก ควรเลือกพื้นที่เปิดโล่ง สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้กว้าง และอยู่ห่างจากแสงไฟของเมืองให้มากที่สุด
ดูฝนดาวตกต้องใช้กล้องหรือไม่?
ข้อดีของการชมฝนดาวตกคือ ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์หรืออุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ เนื่องจากดาวตกสามารถปรากฏได้ในพื้นที่กว้างของท้องฟ้า การใช้ตาเปล่าจึงช่วยให้มองเห็นท้องฟ้าได้ครอบคลุมมากกว่า
อาจเตรียมเสื่อหรือเก้าอี้ปรับเอนสำหรับนั่งหรือนอนชมท้องฟ้า และควรให้ดวงตาปรับตัวเข้ากับความมืดก่อนสังเกตการณ์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอโทรศัพท์หรือแสงสว่างจ้าเป็นระยะเวลานาน
ลักษณะเด่นของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์
ดาวตกในฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ส่วนใหญ่มีสีออก ขาวถึงเหลือง และฝนดาวตกชุดนี้มีชื่อเสียงเรื่องการพบดาวตกที่มีความสว่างมาก หรือ “ลูกไฟ” (Fireball) ได้
เศษวัตถุของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์พุ่งเข้าสู่บรรยากาศโลกด้วยความเร็วประมาณ 59 กิโลเมตรต่อวินาที หรือมากกว่า 200,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงสามารถสร้างเส้นแสงที่เห็นได้อย่างชัดเจนบนท้องฟ้า
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรคาดหวังว่าจะมองเห็นดาวตกจำนวนมากต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะอัตราดาวตกที่สังเกตเห็นจริงขึ้นอยู่กับสภาพท้องฟ้าและปัจจัยแวดล้อมในคืนนั้น โดยเฉพาะสภาพอากาศของประเทศไทยในช่วงฤดูฝน
ดังนั้น คืน 12 สิงหาคม 2569 นอกจากการใช้เวลาร่วมกับคุณแม่และครอบครัวแล้ว หากท้องฟ้าเปิด ก็อาจลองหาพื้นที่มืดและเปิดโล่ง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าเพื่อรอชม ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มาเยือนในช่วงวันแม่ปีนี้ได้เช่นกัน