หมอรามาฯ เผยไทยอันดับ 1 เอเชีย เหตุยิงในโรงเรียน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รศ. นพ. เทอดพงศ์ เผย ไทยครองอันดับ 1 ในเอเชียที่มีเหตุยิงในโรงเรียนมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ชี้ชัดว่าเหตุการณ์มักเกิดซ้ำจากพฤติกรรมเลียนแบบ และการเข้าถึงปืนที่ง่ายเกินไป

รศ. นพ. เทอดพงศ์ ทองศรีราช ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD 36 หลังออกมาให้ข้อมูลว่าในรอบ 10 ปี ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียที่มีเหตุยิงในโรงเรียนมากที่สุด โดยบอกตัวเองได้รวบรวมข้อมูลหลังจากที่มีเคสยิงในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ต่อมาก็เกิดเหตุในพื้นที่จังหวัดสงขลา จากนั้นผ่านมาเพียงหนึ่งปีก็มาเกิดเหตุในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีล่าสุดนี้

 

รศ. นพ. เทอดพงศ์ เผย ไทยครองอันดับ 1 ในเอเชีย รายการเปิดโต๊ะข่าว
รศ. นพ. เทอดพงศ์ เผย ไทยครองอันดับ 1 ในเอเชีย

สะท้อนให้เห็นว่า หากมีเหตุเริ่มขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว จากนั้นก็จะเกิดเหตุ ในลักษณะเดียวกันตามมาอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ซึ่งพฤติกรรมส่วนหนึ่งมาจากการลอกเลียนแบบและอีกส่วนมาจากการเข้าถึงอาวุธปืนที่ง่ายขึ้น
รศ. นพ. เทอดพงศ์ บอกว่า ในรอบ 10 ปี ประเทศไทยเกิดเหตุยิงในโรงเรียน 3 เหตุการณ์ด้วยกัน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในเอเชีย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเข้าถึงอาวุธปืน จากแหล่งใกล้ตัว และหากดูข้อมูลจากประเทศอื่น ในปีนี้ก็จะมีเหตุการณ์เด็กฟิลิปปินส์ อายุ14 ปี และ15ปี ก่อเหตุยิงในโรงเรียน ซึ่งอาวุธปืนก็นำมาจากบุคคลในบ้าน อย่างในต่างประเทศจะมีกฎหมายเรื่องของการเก็บปืนให้พ้นมือเด็ก เก็บปืนและกระสุนปืนแยกออกจากกัน แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายส่วนนี้เลย

ตนเองเห็นด้วยกับกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าจะปรับ จากเดิมใครได้ใบอนุญาตได้ใบป.3ก็จะใช้ได้ยาว ๆ ไม่ได้กังวลเรื่องการต่อใบอนุญาต แต่ล่าสุดรัฐบาลจะให้มีการต่ออายุทุก 3 ปี หรือ 5 ปี ซึ่งตัวเองมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะบางคนที่เคยใช้อาวุธปืนในการประกอบอาชีพ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอาชีพนั้นๆแล้ว หรือ บางคนมีภาวะทางสุขภาพจิตที่เปลี่ยนไป มีความเสี่ยงต่อการใช้อาวุธปืน ฉะนั้นการต่อใบอนุญาต จึงเป็นแนวทางที่ดีในการป้องกันเหตุรุนแรงจากอาวุธปืน แต่สิ่งที่ตัวเองอยากให้เพิ่มคือบ้านไหนที่มีเด็ก และเยาวชน ก็ควรเพิ่มกฎหมายในการป้องกันการเข้าถึงอาวุธ หรือการเก็บอาวุธปืนด้วย

รศ. นพ. เทอดพงศ์ บอกว่างานวิจัยในประเทศยุโรปและทางสหรัฐอเมริกา การเฝ้าจับตาพฤติกรรมของเด็ก แบบรายบุคคลไม่ค่อยเป็นประโยชน์เพราะบางครั้งอาจเป็นการแบ่งแยกเด็ก ว่าคนไหนสุ่มเสี่ยงจะก่อเหตุรุนแรงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำให้ทำ หากจะทำแนวทางแบบครบวงจรในการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมเด็ก ควรจับตาแนวเรื่องสุขภาพจิต เฝ้าระวังบุคคลที่ถูกบูลลี่ ที่คาดว่าอาจเป็นปัญหาในอนาคตและต้องให้การช่วยเหลือ ไม่ใช่การเพ่งเล็งเลือกสแกนโลหะตรวจหาอาวุธเฉพาะบางกลุ่มบางคน

การ screening shooter ไม่ค่อยได้ประโยชน์แล้วก็บางครั้งอาจเป็นการสร้างการแบ่งแยกเด็กเป็นการไปชี้ว่าคนไหนเป็นคนทำซึ่งเราไม่แนะนำ ถ้าแนวทางจริงๆเราควรทำแบบครบวงจรคือไม่ได้หาคนที่คิดว่าจะเป็นคนก่อเหตุแต่หาคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต หาคนที่โดนบูลลี่เยอะๆ หากคนที่เริ่มพูดถึงความรุนแรงซึ่งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเราต้องสื่อไปให้ตรงกันว่าเราไม่ได้ screening shooter หรือหาคนจะก่อเหตุแต่เป็นการร่วมกันดูว่าคนไหนที่อาจจะมีพฤติกรรม หรือสุขภาพจิตที่อาจจะเป็นปัญหาและต้องได้รับการช่วยเหลือ

แต่สิ่งที่เราไม่แนะนำเลยคือไปเลือกดูว่าจะมีการสแกนโลหะเฉพาะนักเรียนคนนั้นคนนี้เราไม่แนะนำครับเพราะว่าเหมือนกับเป็นการไปตัดสินว่าเขามีความเสี่ยงที่จะก่อเหตุไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

รศ. นพ. เทอดพงศ์ บอกว่า อย่างที่เกิดเหตุเด็กนักเรียนประเทศฟิลิปปินส์ก่อเหตุยิง ในช่วงแรกหลายคนมองว่านักเรียนที่ก่อเหตุอาจโดนบูลลี่ แต่ท้ายที่สุดกลับพบว่าไปอยู่ในแก๊งที่นัดหมายการก่อเหตุรุนแรง ย้อนกลับมาในประเทศไทยรูปแบบของการก่อเหตุก็ไม่ได้ในลักษณะเดียวกันเท่าไหร่ ซึ่งส่วนนี้มองว่าจะต้องลงลึกไปในหลายปัจจัย ทั้งเรื่องสภาพจิตใจ ปัญหาครอบครัว การเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ