"พลพีร์-วรศิษฎ์" ลุยเกาะพะงัน พบ 104 บริษัทเข้าข่ายนอมินีต่างชาติ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"พลพีร์-วรศิษฎ์" ลุยเกาะพะงัน พบ 104 บริษัทเข้าข่ายนอมินีต่างชาติ จี้สอบเส้นเงิน-หุ้นไขว้ ลุยร้านกัญชาผิดกฎหมาย สั่งอายัด-ปิดทันที เตรียมแก้กฎหมายเพิ่มโทษโรงแรมเถื่อน

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาในพื้นที่เกาะพะงัน โดยมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน นายชวลิต โรจนรัตน์ ปลัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.อภิชาติ จันทร์สำเร็จ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สื่อข่าว
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบปัญหาการใช้คนไทยเป็นนอมินี การเข้ามาประกอบธุรกิจของทุนต่างชาติ แรงงานต่างด้าว การถือครองที่ดิน รวมถึงธุรกิจและกิจการที่อาจดำเนินการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งโรงแรม ที่ดิน และร้านจำหน่ายกัญชา

นายพลพีร์เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า จากข้อมูลการตรวจสอบเรื่องนอมินีในพื้นที่เกาะพะงัน ขณะนี้มีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจน โดยกรมที่ดินและกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD ได้ทำงานร่วมกันและพบว่า มีบริษัทจำนวน 104 บริษัท ที่เข้าข่ายเป็นบริษัทนอมินีอย่างชัดเจน เนื่องจากพบลักษณะการถือหุ้นของชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนมากกว่าคนไทย ขณะที่มีที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทั้งหมด 124 แปลง

นายพลพีร์ กล่าวว่า หนึ่งในพื้นที่ที่คณะลงไปตรวจสอบเป็นที่ดินประมาณ 10 ไร่ สามารถมองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา และสามารถมองเห็นไปถึงเกาะสมุยได้ โดยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบถึงที่มาของการถือครองและการลงทุนว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ส่วนการตรวจสอบโรงแรม พบว่าโรงแรมแห่งแรกเปิดให้บริการมานานประมาณ 4 ปี แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยในเบื้องต้นบริษัทดังกล่าวมีคนไทยถือหุ้นมากกว่าชาวต่างชาติ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เจาะลึกข้อมูลย้อนหลังกลับพบว่า ก่อนหน้านี้มีบริษัทอีกประมาณ 3-4 บริษัทที่มีลักษณะการถือหุ้นไขว้ไปมา

นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทแรก ยังมีชื่อถือหุ้นหรือเป็นกรรมการบริหารในบริษัทอื่นอีกประมาณ 9 บริษัท ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องประสานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่า บุคคลดังกล่าวถือหุ้นในแต่ละบริษัทเป็นจำนวนเท่าใด มีมูลค่าหุ้นเท่าใด และมีความเชื่อมโยงกับบุคคลใดบ้าง

นายพลพีร์ กล่าวว่า จากการสอบถามบุคคลดังกล่าวในพื้นที่ เจ้าตัวระบุว่าถือหุ้นอยู่เพียง 3 บริษัท แต่จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สืบค้นกลับพบชื่อของบุคคลดังกล่าวอยู่ในบริษัทประมาณ 9 บริษัท

จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากเจ้าตัวยืนยันว่าถือหุ้นเพียง 3 บริษัท ก็ต้องตรวจสอบว่าอีก 6 บริษัทที่เหลือนั้นเจ้าตัวไม่รู้จริงหรือไม่ และหากไม่รู้จริง ก็อาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงการถือหุ้นแทน หรือการเป็นนอมินีอย่างชัดเจน

สำหรับโรงแรมแห่งที่ 2 เจ้าหน้าที่พบลักษณะการเปิดให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาตเช่นเดียวกัน และพบประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นที่เข้าข่ายนอมินี โดยนายพลพีร์ระบุว่า ปัจจุบันการตรวจสอบนอมินีบนเกาะพะงันไม่ได้พบเฉพาะชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังพบความเชื่อมโยงกับชาวสวิส ฝรั่งเศส และลิทัวเนียด้วย

นายพลพีร์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะประสานทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเจาะข้อมูลในรายละเอียดต่อไป โดยผู้กำกับการ สภ.เกาะพะงัน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขณะที่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะนายอำเภอเกาะพะงัน จะรวบรวมข้อมูลและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งเรื่องและแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนต่อไป

ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะตรวจสอบเชิงลึกต่อว่า เงินที่นำมาใช้ในการจดทะเบียนบริษัทมีที่มาอย่างไร ใครเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และแต่ละบริษัทมีใครเป็นผู้ควบคุมหรือได้รับผลประโยชน์

นายพลพีร์ยังกล่าวถึงกรณีคนไทยรายหนึ่งที่มีชื่อถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมแห่งที่ 2 ว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบถึงที่พักอาศัยของบุคคลดังกล่าวแล้ว และพบสภาพบ้านที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า บุคคลดังกล่าวจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึงหลักร้อยล้านบาทหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพและรวบรวมข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายพลพีร์กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านกัญชาว่า เหตุผลที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกิจกัญชา เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกยาเสพติด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด

โดยจากประสบการณ์ที่คณะเคยลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกระบี่ พบกรณีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกจับที่สนามบิน ขณะพยายามนำกัญชาออกนอกประเทศในปริมาณมากกว่า 30 กิโลกรัม จึงได้มีการทำการบ้านและสืบข้อมูลล่วงหน้าก่อนลงพื้นที่เกาะพะงัน

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร้านกัญชาแห่งหนึ่ง พบว่าร้านมีใบอนุญาตเกี่ยวกับการแพทย์จริง แต่กลับพบเอกสารที่มีการลงนามของแพทย์ในลักษณะคล้ายการเซ็นเอกสารไว้ล่วงหน้า เพื่อให้บุคคลที่ต้องการซื้อกัญชา ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนไทย สามารถเข้ามาแสดงเจตจำนงในการซื้อกัญชาได้ โดยนายพลพีร์ระบุว่า ลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่า ร้านอนุญาตให้บุคคลที่ต้องการสูบหรือบริโภคกัญชาสามารถสูบภายในร้านได้ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่เจ้าหน้าที่มองว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ที่สำคัญกว่านั้น เจ้าหน้าที่พบว่าร้านมีการติดป้ายโฆษณาว่า ผู้ที่ไม่มีใบรับรองแพทย์สามารถมาซื้อใบรับรองแพทย์ที่ร้านได้ โดยคิดค่าบริการเพียง 300 บาท

ขณะเดียวกัน รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจสอบข้อมูลบริษัทของร้านดังกล่าวเพิ่มเติม พบว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วยชาวอิสราเอล 2 คน และคนไทย 1 คน

เจ้าหน้าที่จึงขยายผลไปตรวจสอบคนไทยรายดังกล่าวเพิ่มเติม และพบว่ามีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทประมาณ 9 บริษัท จึงต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลดังกล่าวเป็นนอมินีให้กับใคร และเงินที่นำมาลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ มีที่มาอย่างไร

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบรายได้ของร้านกัญชาดังกล่าว พบว่ามีรายได้ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านบาทต่อปี ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า การจำหน่ายกัญชาในปริมาณเพียงไม่กี่กรัมต่อครั้ง เหตุใดจึงมีรายได้สูงถึงระดับดังกล่าว

ภายในร้านยังพบสินค้าที่เจ้าหน้าที่มองว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายประเภท ทั้งเยลลี่ ขนม ผลิตภัณฑ์มวนที่สามารถนำไปสูบได้ทันที รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสพกัญชาเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลการตรวจสอบในวงกว้างต่อไป

ส่วนการที่มีนอมินีเข้ามาถือครองธุรกิจ อาจเกิดจากช่องโหว่หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า กรณีร้านกัญชาดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน โดยจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บุคคลที่ลงนามในเอกสารอาจเป็นผู้อำนวยการกองสาธารณสุขของเทศบาลแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน

เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังบุคคลดังกล่าว แต่ได้รับแจ้งว่าติดธุระ จึงได้มอบหมายให้นายอำเภอเกาะพะงันตรวจสอบต่อว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ลงนามในเอกสารจริงหรือไม่ และหากพบว่ามีการกระทำผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนร้านกัญชาที่พบการกระทำผิด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดสิ่งของภายในร้านทั้งหมด และสั่งปิดร้านทันที

สำหรับกรณีที่ระหว่างการลงพื้นที่พบว่าโรงแรมหรือผู้ประกอบการบางแห่งปิดกิจการหรือหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าข้อมูลการลงพื้นที่จะรั่วไหลจากเจ้าหน้าที่รัฐ นายพลพีร์ กล่าวว่า หนึ่งในสถานที่ที่คณะเดินทางไปตรวจสอบเป็นอาคารที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างเพียง 1 ชั้น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงกลับพบว่าอาคารมีลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น และมีความตั้งใจนำมาเปิดให้บริการเป็นที่พักหรือโรงแรม โดยไม่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

นายพลพีร์ กล่าวว่า ก่อนลงพื้นที่ เมื่อวันก่อน รองอธิบดีกรมการปกครองและทีมข้าราชการได้ทดลองจองที่พักผ่านระบบออนไลน์ และยังสามารถจองได้ตามปกติ แต่หลังจากจองเสร็จและเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงสถานที่จริง กลับพบว่าปิดให้บริการแล้ว

เรื่องดังกล่าวจึงทำให้เจ้าหน้าที่เกิดข้อสงสัย เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องการเข้าตรวจสอบ และจากข้อมูลการจดทะเบียนของอาคารและกิจการพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติอย่างชัดเจน “ก็แอบสงสัยอยู่ครับว่าอาจจะมีข่าวเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้หลุดออกไป” ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าข้อมูลหลุดออกมาจากใคร หรือมาจากหน่วยงานใด โดยขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน

นายพลพีร์ย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการปฏิบัติราชการที่ต้องการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เพราะเจ้าหน้าที่มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนว่าเป้าหมายบางแห่งเข้าข่ายเป็นนอมินี รวมถึงมีการถือครองที่ดินและอาคารโดยชาวต่างชาติ และมีการให้บริการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้มีความจริงจังและจะดำเนินการต่อให้ถึงที่สุด

ส่วนกรณีในที่ประชุมมีการสั่งการให้นายอำเภอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่า ข้อมูลการลงพื้นที่รั่วไหลออกไปได้อย่างไร และจะถือเป็นการสังคายนาระบบหรือไม่นั้น นายพลพีร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมปฏิบัติการ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่ดิน กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานอื่น ๆ รวมประมาณ 6-7 หน่วยงาน

จึงได้เน้นย้ำให้นายอำเภอไปตรวจสอบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้มีใครรับทราบบ้าง และข้อมูลหลุดออกไปได้อย่างไร เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า เกาะพะงันอาจมีจำนวนบริษัทนอมินีน้อยกว่าเกาะสมุย แต่สิ่งที่มีความชัดเจนมากคือรูปแบบการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ การที่คนไทยเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้กับชาวต่างชาติ รวมถึงกรณีที่คนไทยถูกนำชื่อไปเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริหารบริษัทที่เข้าข่ายนอมินี ทุกอย่างต้องจบด้วยการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนต่อและส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนปัญหาอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธหรือข่มขู่เจ้าหน้าที่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกกลัว และได้กำชับข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องที่อยู่เสมอว่า หากมีการข่มขู่ โทรศัพท์มาขอ หรือมีการแอบอ้างว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ขอให้ติดต่อมายังตนโดยตรง และพร้อมที่จะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง

นายพลพีร์ กล่าวว่า แม้ไม่สามารถเดินทางไปทุกพื้นที่ได้ แต่ในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจากทั่วประเทศเข้าร่วม ได้เน้นย้ำเรื่องการจัดการผู้มีอิทธิพลอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ยืนยันว่า หากมีผู้ใดโทรศัพท์มาอ้างว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ หรือพยายามเข้ามาขอให้ช่วยเหลือ ตนไม่สนใจ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรีก็ได้ยืนยันนโยบายแล้วว่า จะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และจะพิจารณาจากพฤติกรรมและข้อเท็จจริงเป็นหลัก

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยลงพื้นที่เกาะพะงันและกำชับให้ปราบปรามนอมินี รวมถึงโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต แต่จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ยังพบโรงแรมหลายแห่งเปิดให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาต จะมีการแก้ไขกฎหมายให้มีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาจะต้องดำเนินการ 2 ด้าน

ด้านแรก คือการกำชับเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อทราบว่าสถานที่ใดไม่มีใบอนุญาตก็ต้องดำเนินคดี หากเจ้าหน้าที่พบการกระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ด้านที่สอง คือการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย เนื่องจากมองว่าบทลงโทษในปัจจุบันอาจเบาเกินไป โดยกรณีประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับประมาณ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ