นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่าขณะนี้คณะไต่สวนอยู่ระหว่าง ตรวจสอบประเด็นทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยจากการสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้กว่า 1,000 ล้านบาท พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นในปี 2564 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้เรียกสำนวนที่เคยส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเดิมกลับมาไต่สวนร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากพบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่เชื่อมโยงกัน
ส่วนเรื่องระดับบุคคลว่าจะเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือเป็นข้าราชการระดับสูงหรือไม่ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวน แต่คณะทำงานมีข้อมูลและจะขยายผลไปหาผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการตรวจสอบเส้นทางการเงินจะมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้ามาช่วยตรวจสอบและมีความคืบหน้าไปมาก
ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ไม่เคยถูกฝ่ายการเมืองกดดันการทำงาน และหากพยานหลักฐานโยงไปถึงใคร บุคคลนั้นก็ต้องรับผิด ยืนยันว่าไม่มีการตัดตอน และการดำเนินคดีก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าจะเป็นการรับผิดทางอาญาหรือแพ่ง ยืนยันว่า ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่เป็นเสาหลักของประเทศได้ การเอาผิดใครต้องทำอย่างรอบคอบตามพยานหลักฐาน ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลและอัยการสั่งฟ้อง ศาลมีคำพิพากษาลงโทษในคดีต่าง ๆ สูงถึง 98%
ส่วนกรณีที่เกิดการตั้งคำถามว่าหากคดีความมาอยู่ในความรับผิดชอบของป.ป.ช. แล้วจะเกิดความล่าช้า นายสุรพงษ์ระบุว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้สแกนและตรวจสอบทุกคดีและสามารถควบคุมกรอบระยะเวลาการทำงานได้ ซึ่งกรณีการทุจริตข้อสอบท้องถิ่นแม้จะมีเอกสารในสำนวนมากถึงกว่า 800,000 แผ่น แต่ยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องมีความชัดเจนในกรอบระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 โดยคณะไต่สวนจะนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้นและพิจารณาดูว่าความผิดในลักษณะใดควรแบ่งแยกกันดำเนินการ