นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนทยอยไหลลงสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เมื่อเวลา 06.00 น. ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 936 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ +15.94 เมตร (รทก.) ขณะที่ท้ายเขื่อนยังคงควบคุมการระบายน้ำไว้ที่ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานจะควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือ เพื่อรองรับมวลน้ำที่จะไหลลงมาและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 500-700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อน ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปจนถึง ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1-1.5 เมตร แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่ง
นายวิทยา ระบุว่า ได้กำชับสำนักงานชลประทานที่ 12 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำหลากและสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2569 แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
กรมชลประทานยืนยันว่าจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ