ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2573
สำหรับแผนแม่บท กสทช.ฉบับที่ 3 เป็นการวางกรอบแนวทางในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของประเทศ มุ่งเน้นให้เกิดการบริหารคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการและพัฒนาการทางเทคโนโลยี สามารถรองรับภูมิทัศน์สื่อดิจิทัลที่มีพลวัต
เกิดการแข่งขันอย่างเสรีภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรม รวมถึงมีการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการด้วยความโปร่งใส และกำกับดูแลให้ยืดหยุ่นเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้กติกาที่เป็นธรรม
สาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุถึงแนวทางการพัฒนากิจการโทรทัศน์ว่า นอกจากการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เน้นการกำกับดูแลที่จำเป็นให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมแล้ว ยังระบุถึงการจัดทำแนวทางในการกำหนดให้มีการติดตั้งช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในอุปกรณ์ Connected TV หรืออุปกรณ์อื่นๆ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงบนแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย (National Streaming Platform)
รวมถึงศึกษาวิเคราะห์ฉากทัศน์การแพร่ภาพกระจายเสียงในอนาคตของไทย ภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเตรียมการสำหรับการอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ซึ่งจะสิ้นสุดอายุใบอนุญาตลงระหว่างปี 2571-2573
นอกจากนั้นยังจัดให้มีคณะทำงานกำหนดวิธีในการตรวจสอบและประเมินคุณภาพเนื้อหารายการ จัดทำกรอบเกณฑ์การประเมินคุณภาพเนื้อหารายการ เพื่อประกอบการพัฒนาระบบการสะสมเครดิตเชิงสังคมจากเนื้อหา (Social Credit) ในกิจการโทรทัศน์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังและติดตาม ตรวจสอบ รวมถึงใช้ประเมินคุณภาพเนื้อหารายการผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีผู้ชมผู้ฟังที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการติดตามเฝ้าระวังด้านเนื้อหาการออกอากาศ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทั้งภาคประชาสังคม ภาครัฐ และองค์กรวิชาชีพสื่อ
ในแผนแม่บทฉบับนี้ ยังระบุถึงความท้าทายการอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย โดยระบุว่า สภาพตลาดและการแข่งขันในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่ฉากทัศน์ใหม่ โดยอนาคตของอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียงของไทยขึ้นกับอิทธิพลจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม มีดังนี้
- การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้บริการในกิจการกระจายเสียงทุกประเภทมีมาตรฐานระดับสากลด้วยการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบใบอนุญาตอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570
- เทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมและมีทิศทางรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผู้บริโภคยังสามารถผลิตเนื้อหารายการและเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มได้เองในรูปแบบ User-Generated Content (UGC) ซึ่งส่งผลให้มีการพัฒนาโมเดลในการหารายได้ กระจายงบประมาณโฆษณาจากกิจการโทรทัศน์แบบดั้งเดิมไปสู่สื่อดิจิทัล
- ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบโต้ตอบ และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทต่อภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม ช่วยให้กระบวนการผลิตเนื้อหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนในมิติการกำกับดูแล อาจมีการประยุกต์ใช้ AI เสริมเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเนื้อหาเพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดการเผยแพร่ข่าวปลอมและเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย
- ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการกำกับดูแล เกิดความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายในการกำกับดูแลระหว่างโทรทัศน์แบบดั้งเดิมและการให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้มีอิสระในการผลิตเนื้อหาและพัฒนารูปแบบการให้บริการมากกว่า อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดแพร่ภาพกระจายเสียงโดยรวม
- นักลงทุนต่างประเทศมีความน่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรงในอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียงของไทยรวมถึงภูมิภาคเอเชีย จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นตลาดภายในประเทศและสร้างการผลิตเนื้อหาใหม่ ในอุตสาหกรรมแพร่ภาพกระจายเสียงเพื่อก้าวไปสู่ระดับโลก
ขณะที่แนวคิดและทิศทางการพัฒนาในช่วงแผนแม่บท กสทช.ฉบับที่ 3 ได้ระบุถึง “โรดแมปทีวีดิจิทัล” ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้วยว่า จะมีการเตรียมการรองรับกิจการโทรทัศน์รวมถึงการแพร่ภาพและเสียงภายหลังใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 โดยจัดทำแผนโรดแมปของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง วางแผนในการดำเนินธุรกิจและแผนการลงทุนในอนาคต ทั้งระยะกลาง ระยะยาว รวมทั้งพัฒนากฎหมายหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป