พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หงษ์พานิช, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมบอร์ด กสทช. โดย รศ.ดร.ศุภัช กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ และเห็นกระบวนการของทางศาลต่าง ๆ แล้ว จึงปฏิบัติตามนั้น เพราะไม่ต้องการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
ด้าน พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้ภาพค่อนข้างชัดเจนว่า ในการประชุมมีเพียง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางเข้าร่วมประชุมเพียงคนเดียว ขณะที่กรรมการ 3 คนยืนยันว่าไม่เข้าร่วมประชุม และมีหนังสือตามเจตนารมณ์เดิมอย่างชัดเจนว่า ต้องการประชุมร่วมกับกรรมการ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนด
โดยอีกภาพที่ชัดเจนคือ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ก็ยืนยันว่าไม่ขอเข้าร่วมประชุมในกรณีที่ นพ.สรณ มาร่วมประชุม ขณะที่กรรมการอีก 2 คนใช้วิธีการลาการประชุม ดังนั้น ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา ภาพที่เห็นคือ นพ.สรณ มาประชุมเพียงคนเดียว แต่เสมือนว่ามีการกล่าวหาว่าสาเหตุที่ประชุมไม่ได้เป็นเพราะกรรมการ 3 คน ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ต้องการให้การประชุมเกิดขึ้น แต่มีเจตนาชัดเจนว่าต้องการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และไม่สามารถปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้ โดยทุกครั้งมีหนังสือยืนยันเช่นเดิม
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ กล่าวต่อว่า การที่สำนักงาน กสทช. กล่าวอ้างว่ากรรมการ 3 คนขาดการประชุมนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการประชุมไม่ได้เกิดขึ้น ดังนั้น จะมีรายงานการประชุมที่ระบุว่ากรรมการ 3 คนขาดการประชุมได้อย่างไร จึงขอย้ำและขอแย้งในประเด็นนี้
ขณะที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ทั้ง 3 คนมีหนังสือยืนยันและสงวนสิทธิ์การไม่เข้าประชุมด้วยเหตุแห่งกฎหมาย โดยอ้างถึงมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ที่ระบุว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. เป็นที่สุด รวมถึงคำสั่งศาลปกครองที่ออกมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งระบุว่า นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งโดยการสละสิทธิ์ตามผลของกฎหมาย และไม่สามารถทำหน้าที่ประธานได้แล้ว พร้อมให้กรรมการ 6 คนทำหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 20 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ซึ่งถือเป็นฐานข้อกฎหมายที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม วันนี้เห็น นพ.สรณ ออกมาให้สัมภาษณ์และพูดถึงเรื่องวิชาชีพแพทย์ ตนจึงมีประเด็นอยากฝากกลับไปพิจารณา โดย นพ.สรณ อ้างถึงมอตโตของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลมีการขนานนามตามพระราชทินนามของสมเด็จพระบรมราชชนก และมีพระราโชวาทที่ชาวมหิดลยึดถือว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” จึงอยากฝากกลับไปให้ นพ.สรณ พิจารณาว่า การที่นั่งฝืนประชุมและทำให้กรรมการอีก 6 คนเข้าประชุมไม่ได้ ตามที่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ กล่าวนั้น เป็นกิจส่วนตนหรือเป็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ และที่ นพ.สรณ บอกว่าพวกตนมีทิฐิ ก็ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่มีทิฐิ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวอีกว่า หาก นพ.สรณ ยึดถือตามพระราโชวาทของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ว่า “ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ก็อยากถามว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 นพ.สรณ เคยลาประชุมเพื่อไปผ่าตัดไหล่ และขณะนั้นสามารถให้อาจารย์ศุภัชเป็นประธานแทนได้ เหตุใดในเวลานี้จึงลาประชุมไม่ได้ ตนไม่ได้ขออะไรมาก เพียงขอให้ยุติการทำหน้าที่ในส่วนนี้ ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลและกรรมการสรรหา เมื่อไม่ทำตรงนี้ เพียงแค่ลาประชุมเพื่อให้คนที่เหลือสามารถประชุมได้ตามที่ศาลปกครองมีคำวินิจฉัย เหตุใดจึงเสียสละไม่ได้ จึงขอฝากถามกลับไป และขอให้ยึดประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ในฐานะที่ นพ.สรณ บอกว่าตนเป็นแพทย์
ส่วนกรณีที่ นพ.สรณ ระบุว่าไม่เคยฟ้องใคร ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า จริง ๆ แล้วมีคดีที่กำลังจะอ่านคำพิพากษาในเดือนหน้า โดยนักข่าวไม่จำเป็นต้อง Investigate แค่ติดตามดูก็ได้ คือคดีหมายเลขดำที่ พท.578/2567 โจทก์คือ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จำเลยคือกรรมการ 3 คน และ รศ.ดร.สมภพ รวมถึงจำเลยที่ 5 คือสำนักข่าวอิศรา เป็นคดีฟ้องละเมิด ไขข่าว และเรียกค่าเสียหาย
พร้อมกล่าวติดตลกว่าตนยังรู้สึกเสียวอยู่ว่าการออกมาให้ข่าววันนี้จะทำให้ถูกฟ้องซ้ำหรือไม่ แต่ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการพูดตามข้อเท็จจริง และกรณีที่ นพ.สรณ ฝากให้สื่อ Investigate ว่ามีใครต้องการให้พ้นตำแหน่งหรือไม่นั้น ย้ำว่ากรรมการ 3 คนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจะให้อยู่หรือไป เพราะเป็นข้อกฎหมายทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ควร Investigate คือ “ทำไมท่านลุกไม่ได้ ทำไมท่านลุกจากที่นั่งตรงนี้ไม่ได้” มากกว่า
สำหรับกรณีที่ นพ.สรณ พาดพิงว่ามีการเล่นการเมืองเพื่อทำให้การประชุมไม่เกิดขึ้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า เล่นการเมืองตรงไหน ใครเล่นการเมือง ก็ย้อนกลับไปถามคนที่ถามว่าอาจจะเป็นความคิดของเขาหรือเปล่า
ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามถึงทางออกจากข้อหักล้างทางกฎหมายของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ประชาชนที่รู้สึกไม่มั่นใจต่อ กสทช. เห็นจุดร่วม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า “ก็ดูเลยค่ะ ดูสถิตินะ 6 ต่อ 1 นะ 6 ต่อ 1 นะ 6 คนไม่เข้าอ่ะ แล้ว 1 คนเข้าอ่ะ นักข่าวต้องมีวิจารณญาณนะ ต้องคิดได้เหมือนกัน 6 คนไม่เข้า คนเดียวเข้าเนี่ยมันแปลว่าอะไร”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนอาจไม่ได้มองในแบบเดียวกับกรรมการ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า การข่าวก็ต้องถามให้เข้าใจ เพราะเป็นหน้าที่ของนักข่าว ไม่ควรเพียงนำเสนอว่าคนนี้พูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนี้ แต่ต้องมีการวิเคราะห์และทำให้เห็นทางกฎหมายด้วย ส่วนคำถามว่าตามหลักกฎหมายกรรมการ 6 คนสามารถประชุมโดยไม่มีประธาน กสทช. เข้าร่วมได้หรือไม่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ได้ เพราะตามกฎหมายสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สำนักงาน กสทช. จะดำเนินการได้หรือไม่ ต้องไปถามสำนักงานอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่ นพ.สรณ ระบุว่าฝั่งตรงข้ามต้องการให้ลุกจากตำแหน่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าต้องการให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องการให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประชุมมากกว่า โดยจริง ๆ แล้วกรรมการ 3 คนไม่ได้สนใจว่าใครจะลุกหรือไม่ลุก และไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งอะไร เพียงต้องการให้สามารถประชุมได้และไม่ให้มีอุปสรรคในการประชุมเท่านั้น ส่วนเรื่องผลประโยชน์นั้น ตนไม่ทราบ โดยกรรมการ 3 คนไม่เคยได้รับผลประโยชน์อะไรเพิ่มเติมจากเงินเดือน และตนสามารถพูดได้เพียงเท่านี้