นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เดินทางไปยื่นคำร้องที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารเงินบริจาค การจัดซื้อ จัดหา และการใช้จ่ายของ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” เมื่อทนายตั้มเดินทางมาถึงผู้สื่อข่าวฮือฮากันใหญ่ เพราะทนายตั้มใส่ชุดสูทสีแดง ติดหนวดปลอม แล้วบอกกับสื่อว่า “วันนี้ให้เรียกตั้มจอมพลัง” ระหว่างที่สัมภาษณ์ บางจังหวะทนายตั้มหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับหน้า ล้อเลียนท่าทาง กัน จอมพลัง บางช่วงบางตอน บอกว่า ครั้งหน้าเดี๋ยวจะมีทีมงานมาไลฟ์ และขอรับบริจาคให้โอนเงินผ่านบัญชีกสิกรด้วย
ทนายตั้ม บอกว่า วันนี้มายื่นให้มีการตรวจสอบมูลนิธิ “กัน จอมพลัง ช่วยสู้” เพราะมีประชาชนตั้งข้อสงสัยมาที่ตัวเองหลายทาง ทั้งเรื่องการรับบริจาคเงินว่ารับมาเท่าไหร่ ใช้ไปเท่าไหร่ รวมถึงการใช้เงินบริจาคไปซื้อของต่างๆ มีการใช้บริษัทตัวกลางมารับงานแทน หรือไม่ สำหรับวงเงินการบริจาคที่อาจมีปัญหา ทราบว่า เบื้องต้นอยู่ที่ 200 ล้านบาท แต่ภายหลัง มีการขอรับบริจาคเพิ่มเรื่อยๆ จึงเชื่อว่ายอดเงินน่าจะมากกว่านั้นแน่นอน
อย่างเมื่อวานนี้ตัวเองไปดึงข้อมูลเกี่ยวกับการขอรับบริจาค แล้วนำไปโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า มีน้องคนหนึ่งติดต่อเข้ามาในเพจ บอกว่า เคยทำงานอยู่ร้านที่ กัน จอมพลัง เคยติดต่อซื้อสินค้า แต่พอตกลงราคาเสร็จ กลับให้อีกบริษัทมาดำเนินการสั่งซื้อแทน ซึ่งตัวเองมองว่าแปลก ไม่รู้ว่าบริษัทนี้เป็นนอมินี มาเอาส่วนต่างหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง
ทนายตั้มย้ำว่า ที่ตนเองออกมาเคลื่อนไหวไม่ได้รับงานใคร แต่เป็นเรื่องความรู้สึกข้างในใจ เพราะช่วงที่อยู่ในเรือนจำ อีกฝ่ายเคยพูดโจมตี เหมือนพอล้มปุ๊บก็เหยียบซ้ำเลย ทำให้พอเห็นโพสต์ทวงบุญคุณ หนุ่ม กรรชัย เรื่องเคลียร์ใจกับอาจารย์อ๊อด จึงมองว่าเป็นจังหวะที่ต้องออกมาพูดบ้าง พร้อมเปรียบเทียบว่าคดีของตนมีคู่กรณีคนเดียวและกำลังสู้ในชั้นศาล แต่อีกฝ่ายรับเงินบริจาคมีผู้เสียหายเป็นหลักร้อยหลักพันคนหนักกว่าตนเองอีก
ส่วนประเด็นเรื่องกลุ่ม 12 ที่สร้างขึ้นมาไว้เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ทนายตั้มบอกว่า เมื่อวานนี้กันจอมพลังไลฟ์ แต่ก็ไม่มีความชัดเจนอะไรเลย พูดย้ำแต่เรื่องที่ตนเองติดคุก จึงฝากไปถึงอีกฝั่งด้วยว่า ให้ระวังหากมีคนร้องเรียนเยอะก็เสี่ยงจะติดคุกเช่นเดียวกัน
ยืนยันตัวเองมีหลักฐานและพยานบุคคลทั้งหมด เพราะฉะนั้นอย่าท้าเยอะ อย่างกรณีที่บอกว่า ไม่ได้ต้องการอยากเป็นนายกฯ แต่ที่มีการพูดเรื่องเสนอเอาหัวพรรคการเมืองหนึ่งมาใช้ จนทำให้กลุ่มล่ม รวมถึงพูดเรื่องเสนอตำแหน่งเลขาธิการ ก็สรุปได้แล้วว่าตั้งใจจะเล่นการเมืองใช่หรือไม่
ทนายตั้มบอกที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเองอยู่ภายในเรือนจำ กัน จอมพลัง พูดถึงใคร คนนั้นโดนทัวร์ลงโดนตรวจสอบหมด วันนี้ตัวเองเลยมาเป็น “ตั้ม จอมพลัง” เพื่อตรวจสอบ ย้อนกลับไปว่าอีกฝั่งโปร่งใสจริงหรือไม่ เหมือนเป็นคนเลวตรวจสอบคนเลว ยืนยันไม่เกรงใจลูกพี่ของ “กัน จอมพลัง” ยิ่งตอนนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็อยากให้หน่วยงานต่างๆจะเดินหน้าขับเคลื่อนการตรวจสอบอย่างเต็มที่ไปเลย
นอกจากนั้นทนายตั้มยังแฉเรื่อง โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กัน จอมพลัง เคยบอกเองว่าก่อนหน้าหน้านั้น ทำธุรกิจลอตเตอรี่ออนไลน์มาก่อน โดยมีผู้ใหญ่ให้โควตามา แต่ภายหลังที่ไม่ได้ทำธุรกิจนี้แล้วแต่ยังได้โควตาอยู่เหมือนเดิม ซึ่งได้ส่วนต่างลอตเตอรี่ใบละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท ตกเดือนละ 500,000 ถึง 1,000,000 บาท ทำให้ย้อนกลับไปช่วงที่ตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากกรมคนพิการที่ถูกตัดโควตาสลาก ขณะนั้นผู้ร้องเรียนพูด ลักษณะเดียวกันว่า โควตาถูกตัดไปให้ลูกพี่ ของ กัน จอมพลัง เป็น 10,000 ฉบับ ซึ่งเรื่องนี้เคยยื่นเรื่องไปที่กระทรวงยุติธรรมและ DSI แต่เรื่องก็เงียบหายไป
ส่วนกรณีที่โทรมาเคลียร์ เรื่อง นักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันนั้น ที่อีกฝ่ายอ้างว่าแค่แจ้งข้อมูลไม่อยากให้เปิดข้อมูลผิดพลาดนั้น ทนายตั้ม บอกว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าบุคคลนั้นไม่เกี่ยวกับเว็บพนันจริง เรื่องนี้ควรตรวจสอบก่อน ไม่ใช่มาการันตีให้ก่อน ทำตั้งข้อสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เป็นเพื่อนกัน สนิทกัน หรือเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ใช่หรือไม่
ส่วนกรณีที่มีข่าวเปิดเผยราคาบ้าน 250 ล้านบาท จากการสืบค้นพบว่า อยู่ในหมู่บ้านหรู แม้ราคาจริงอาจอยู่ที่ราว 60–70 ล้านบาท รวมตกแต่งน่าจะเกิน 100 ล้านบาทซึ่งก็ถือว่าหรูหรามาก
ทนายตั้มบอกว่า หลังจากนี้ตนเองจะเดินหน้ายื่นหนังสือให้หน่วยงานอื่นๆตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย เพราะรู้กันดีว่าลูกพี่ของ กัน จอมพลัง ใหญ่แค่ไหน รู้จักทั้งรัฐมนตรี ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เส้นสายเยอะ
ซึ่งสัปดาห์หน้าจะนัด ไปยื่นเรื่องที่ DSI ตรวจสอบว่ามีการฟอกเงินของมูลนิธิหรือไม่ และ มีการให้นอมินีมารับงานแทนหรือไม่