กรณีที่ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” พร้อมพวก ตกเป็นจำเลยในคดีถูกกล่าวหาฉ้อโกงเงินจาก จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” เศรษฐินีชาวไทย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และถูก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) โดยคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินตามความผิดมูลฐานฉ้อโกงที่มีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน รวม 3 รายการ มูลค่าประมาณ 71 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ระหว่างดำเนินการ
รวม 25 รายการ อาทิ สินค้าแบรนด์เนม และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ คิดเป็นมูลค่าอีกราว 6 ล้านบาท โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกลุ่มไลน์ “ข่าวทนายประชาชน” ซึ่งใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับสื่อมวลชน ได้มีการแจ้งข้อมูลโดย น.ส.อโนชา เบี้ยบังเกิด ระบุว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดที่เคยถูกอายัดไว้ และไม่ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ษิทรา เบี้ยบังเกิด มีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือร่วมกันฟอกเงินจากกรณีเงินที่ จตุพร อุบลเลิศ มอบให้โดยเสน่หา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทีมทนายความอยู่ระหว่างขอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็ม เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนชี้แจงต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ให้ความเห็นทางกฎหมายกรณีศาลมีคำสั่งยกคำร้องที่อัยการยื่นขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมองว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวอาจเร็วเกินไป เนื่องจากคดีอาญาหลักในข้อหาฉ้อโกงยังไม่มีคำพิพากษา และมีกำหนดสืบพยานในเดือนมีนาคมนี้
ทนายสายหยุดระบุว่า เมื่อคดีอาญายังไม่สิ้นสุด และยังไม่ชัดเจนว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ศาลจึงยังไม่อาจมีคำสั่งยึดทรัพย์ได้ และมีคำสั่งยกคำร้องในคดีแพ่งดังกล่าว
สำหรับทรัพย์สินที่ถูกอายัดก่อนหน้านี้ ประกอบด้วยเงินในบัญชีกว่า 20 ล้านบาท บ้านมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และรถยนต์หรู โดยอัยการได้ยื่นคำร้องตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีอาญาซึ่งเป็นคดีหลักยังไม่ชัดเจน จึงไม่อาจวินิจฉัยคดียึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษาคดีอาญาได้
ทนายสายหยุดยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากท้ายที่สุดศาลอาญามีคำพิพากษาว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงจริง ทรัพย์สินก็อาจต้องคืนผู้เสียหายหรือชดใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกระบวนการตามกฎหมายฟอกเงิน โดยคำสั่งยกคำร้องครั้งนี้เป็นการพิจารณาภายใต้กฎหมายฟอกเงินเท่านั้น
ทั้งนี้ โดยหลักแล้วสามารถมีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราวก่อนได้ ระหว่างรอผลคดีอาญา เมื่อการสืบพยานในคดีอาญาเสร็จสิ้น จึงจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีคำสั่งยึดทรัพย์หรือไม่
ทนายสายหยุดอธิบายด้วยว่า กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งแตกต่างจากคดีอาญา โดยคดีอาญามักมีพยานจำนวนมากถึง 40-50 ปาก เพื่อพิสูจน์การกระทำความผิด ขณะที่คดีแพ่งยึดทรัพย์มีพยานเพียงไม่กี่ราย เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) พนักงานสอบสวน และพยานบุคคลบางส่วน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน แต่ยังไม่ใช่การพิสูจน์ความผิดทางอาญาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม อัยการยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งในคดีแพ่งภายใน 30 วัน และสามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปได้ คดีนี้จึงยังต้องติดตามผลการสืบพยานในเดือนมีนาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีการนัดฟังคำพิพากษาในเดือนพฤษภาคม 2569