นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกมาชี้แจงกรณีคำแนะนำของ ปภ. "กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง" เพื่อเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นว่า ต้องการแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ผ่านแนวคิด “กระเป๋าต้องรอด” โดยเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ทั้งน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรค อุปกรณ์สื่อสาร และเงินสดสำรอง เนื่องจากเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ หน่วยงานช่วยเหลืออาจยังเข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงในช่วง 3 วันแรก
แนวทางดังกล่าวเป็นคำแนะนำที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติของสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป โดยเน้นให้ประชาชนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือไม่ พร้อมจัดเก็บสิ่งของไว้ในกระเป๋ากันน้ำที่สามารถสะพายติดตัวและเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ประสบภัยได้สะดวก
ทั้งนี้ยังย้ำว่ากระเป๋าต้องรอดไม่ได้มุ่งเน้นการเตรียมรับมือสงคราม แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับภัยฉุกเฉินทั่วไป เช่น แผ่นดินไหว อาคารถล่ม หรือน้ำท่วมวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถออกไปซื้ออาหาร ยารักษาโรค หรือสิ่งของจำเป็นได้ โดยต้องสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ในช่วง 3 วันแรก
ส่วนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้ปภ . เตรียมความพร้อมในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยนั้นอธิบดี ปภ.ระบุว่า สำหรับการทำงานของหน่วยงานรัฐ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายทหารอย่างต่อเนื่อง หากเป็นภัยพิบัติทั่วไป ปภ. สามารถนำมาตรการเตรียมความพร้อมมาใช้ได้ทันที ส่วนกรณีสถานการณ์ขยายไปสู่มิติความมั่นคง กระทรวงมหาดไทยจะทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการให้คำแนะนำประชาชน การอพยพ และการจัดเตรียมสิ่งจำเป็นในพื้นที่รองรับ ส่วนระบบเตือนภัย ปัจจุบันมีการพัฒนาให้พร้อมมากขึ้น
อธิบดี ปภ. ยังย้ำคำนายกรัฐมนตรี “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” โดยการนำเรื่องกระเป๋าต้องรอดมาเผยแพร่ในช่วงนี้ ไม่ใช่การประกาศเตือนภัยหรือส่งสัญญาณว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด แต่เป็นการให้ความรู้และสร้างความพร้อมแก่ประชาชน ซึ่ง ปภ. มีคำแนะนำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ส่วนความกังวลว่าการเตรียมสิ่งของจำเป็นจะทำให้สินค้าขาดตลาดหรือไม่ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ประชาชนต้องเร่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก พร้อมประสานกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน เตรียมบริหารจัดการและเติมสินค้าเข้าชั้นวางให้เพียงพอ หากความต้องการเพิ่มขึ้น ยืนยันว่ามั่นใจว่าสินค้าจะไม่ขาดตลาด และประชาชนสามารถเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ได้ตามความเหมาะสม