ศาลอาญานัดสอบคำให้การคดีที่อัยการพิเศษ ร่วมกับ นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พร้อมพวกรวม 7 คน ในข้อหาฉ้อโกง, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน เจ๊อ้อยถึงศาลอาญาแต่เช้าก่อนเวลานัดหมายด้วยท่าทีมั่นใจ ขณะที่ทนายตั้มมีท่าทีมั่นใจเช่นกัน พร้อมบอกว่าวันนี้จะซักค้านฝ่ายโจทก์ด้วยตนเอง
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว “ทนายตั้ม” จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่ศาลอาญา
ซึ่งทีมข่าวได้รอสังเกตการณ์หน้าห้องพิจารณาคดี จากการสังเกตระหว่างที่ทนายตั้มกำลังเดินไปยังห้องพิจารณาคดี พบว่าเดินจูงมือมากับภรรยาด้วยท่าทีมั่นใจ สวมเสื้อยืดสีครีม มีคราบแดงที่ไหล่ซ้าย ใส่กางเกงวอร์มขายาวสีดำ ซึ่งเป็นชุดของเรือนจำ บริเวณข้อเท้ามีโซ่ตรวน ซึ่งทนายตั้มมีลักษณะซูบผอมลง
ก่อนเดินเข้าห้องพิจารณาคดี ทนายตั้มได้ทักทายสื่อมวลชนที่อยู่หน้าห้องพิจารณาคดี บอกว่า “ไม่เจอกันนานเลย เป็นยังไงบ้าง” นักข่าวถามกลับว่า “เป็นยังไงบ้าง ผอมลงเยอะเลย“ ทนายตั้มตอบกลับว่า ”ก็ตามที่เห็น น้ำหนักลงไปหลายกิโล“ จากนั้นได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดี
ขณะเดียวกัน นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย สวมเสื้อสูทและกางเกงสีขาวครีม ใส่แว่นตากันแดด เดินเข้าไปในศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ก่อนเวลานัดหมายประมาณ 20 นาที พร้อมทีมงานกว่า 20 คน ด้วยท่าทีมั่นใจ และบอกกับสื่อมวลชนสั้น ๆ ว่ายังไม่ขอให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี
ส่วนเช้าวันนี้ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ให้กำลังใจเจ๊อ้อย และร่วมสังเกตการณ์ด้วย พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าคดีนี้แบ่งออกเป็น 2 ศาล คือศาลแพ่งและศาลอาญา ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำสั่งยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดทั้งที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินฝากในบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 71 ล้านบาท ที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดคืนให้ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เพราะเห็นว่าเหตุผลและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ทนายตั้ม มีพฤติการณ์ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน
นายปานเทพ ระบุว่าอัยการสืบพยานเพียง 1 ปาก ซึ่งเป็นพนักงานเอกสารของ ปปง. เท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายสืบสวน โดยมองว่าเป็นจุดที่ทำให้คดีอ่อน และไม่ปรากฏว่าอัยการไม่ได้ซักฟ้องค้านทนายตั้มและภรรยา แต่ผลการตัดสินของแพ่งไม่ได้ส่งผลทางคดีอาญา ซึ่งผลทางคดีอาญาจะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคดีแพ่งได้ และการเบิกความในวันนี้ เจ๊อ้อย จะเป็นปากแรกในการเบิกความ
สำหรับคดีอาญาที่โจทก์ยื่นฟ้อง มีจำเลย 7 คน ประกอบด้วยทนายตั้ม,ภรรยา,พี่สาวภรรยา,นายนุ,น.ส.สา ภรรยานายนุ,และพนักงานโชว์รูมรถยนต์ อีก 2 คน
ส่วนคดีอาญามีการแบ่งฟ้องไปทั้งหมด 3 ส่วน คือ กลุ่มทนายตั้ม ภรรยา และพี่สาวภรรยา ,กลุ่ม นายนุ นางสาวสา,และกลุ่มพนักงานโชว์รูม ซึ่งทั้ง 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงิน 39 ล้านบาท ได้รับสารภาพ 2 ปาก และศาลมีคำสั่งให้ชดใช้เงินจำนวน 19 ล้านบาทแล้ว และอีก 2 ปาก เป็นพนักงานและเจ้าของโชว์รูมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อรถและออกใบเกินราคาก็รับสารภาพแล้ว เพราะฉะนั้นจำเลยทั้ง 4 ปาก ได้สารภาพซึ่งศาลได้ตัดสินแล้ว และอยู่ระหว่างพนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์
ส่วนกลุ่มทนายตั้ม ภรรยา และพี่สาวภรรยา ต้องพิสูจน์เรื่องของการหลอกลงทุนหวยออนไลน์ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่มีการสารภาพและต้องนำสืบอีก
นายปานเทพ บอกอีกว่าหากกลุ่มทนายตั้มรับสารภาพก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดโทษ ซึ่งวันนี้ต้องดูท่าทีของจำเลยว่าจะมีท่าทีอย่างไร ส่วนการนัดสืบพยาน ศาลได้นัดสืบพยาน 3 วัน คือวันที่ 4-6 มีนาคม นี้
ขณะที่ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม นายพินิจ ลักษณวิศิษฏ์ ทนายความของทนายตั้ม ระบุว่า วันนี้ศาลต้องเบิกตัวทนายตั้มมาจากเรือนจำ ซึ่งทนายตั้มจะเป็นคนถามซักค้านฝ่ายโจทก์ด้วยตนเอง เมื่อทีมข่าวสอบถามว่าสามารถทำได้หรือไม่ ทนายความบอกว่าสามารถทำได้ เพราะจำเลยมีความรู้ด้านกฎหมาย สามารถซักค้านโจทก์ด้วยชุดนักโทษเรือนจำ และคาดว่าจะใช้เวลาทั้งวันในการสอบพยาน