บรรยากาศบริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอล ตั้งแต่เวลา 8 โมงกว่า มวลชนที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มทวงคืนประเทศไทย” ได้ทยอยรวมตัว พร้อมโบกธงชาติไทย และมีรถกระบะกระจายเสียง 2 คัน ติดป้าย “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการรณรงค์กวาดล้างทุนนอมินี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “อิสราเอล” ซึ่งภายในงานมีตำรวจ บก.น.5 ตำรวจอีโอดี และกองร้อยน้ำหวาน ดูแลความปลอดภัย / โดยการจราจรในสุขุมวิท 21 ซอย 3 ชะลอตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ปิดกั้น 1 ช่องทาง
โดยนายสนธิ ได้ขึ้นพูดอ่านแถลงการณ์บนเวทีว่า ดังนั้นจึงขอเรียกร้องสถานทูตและรัฐบาลอิสราเอล โดยมีทั้งหมด 4 ข้อเรียกร้องคือ 1. ควบคุมพลเมืองเข้มงวด 2. ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด 3. เปิดเผยการถือครองที่ดิน 4. ส่งสารยุติความรุนแรง ทั้งนี้ ในท้ายจดหมายเน้นย้ำว่า คนไทยพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยมิตรภาพ แต่จะไม่ยอมอดทนต่อการละเมิดกฎหมายและการคุกคามอธิปไตยหรือความสงบสุขของประเทศอีกต่อไป ก่อนที่จะกล่าวปราศรัยเพิ่มเติมว่า การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นบทแรกของการต่อสู้ของภาคประชาชน พร้อมโต้กลับผู้ที่มองว่าปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ และการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาล โดยย้ำว่า ไม่เคยพูดว่าจะล้มรัฐบาล แต่รัฐบาลจะต้องล้มด้วยตัวเอง และสิ่งที่ประชาชนทำคือการกดดันไม่ให้รัฐบาลอยู่เป็นสุข เพราะมองว่ารัฐบาลมีปัญหาที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก
นายสนธิ ยังวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทา โดยระบุว่า รัฐบาลเพิ่งเริ่มดำเนินการหลังเผชิญแรงกดดันจากประชาชน และก่อนหน้านี้ไม่ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจน พร้อมตั้งคำถามถึงการกล่าวอ้างว่าปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดก่อน เพราะรัฐบาลปัจจุบันและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอยู่ในฝ่ายบริหารมาหลายปีแล้ว
นายสนธิ ยังประกาศเตรียมเดินสายเคลื่อนไหวทั่วประเทศ โดยวันที่ 26 กันยายน จะลงพื้นที่หาดใหญ่ พร้อมอาจารย์ปานเทพและแพทย์ ก่อนเดินทางต่อไปภูเก็ตและชลบุรี ส่วนวันที่ 13 กันยายน จะลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามปัญหาโฉนดป่าสงวน จากนั้นเตรียมลงพื้นที่ขอนแก่น พร้อมระบุว่าจะเดินสายทั่วประเทศ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทำงานและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ นายสนธิ ระบุว่า หากรัฐบาลตั้งใจทำงานและดำเนินการอย่างถูกต้อง การที่ประชาชนออกมากดดันก็จะถือเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเอง พร้อมตั้งคำถามว่า หากไม่มีประชาชนออกมากดดัน รัฐบาลจะลงมือแก้ปัญหาเมื่อใด
นอกจากนี้ นายสนธิ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอล โดยมองว่าอิสราเอลยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานไทย แม้จะอยู่ในภาวะสงคราม พร้อมระบุว่าไม่มีอะไรฝากถึงนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าเป็นคนฉลาด และน่าจะรู้ว่าควรดำเนินการอย่างไร
พร้อมตั้งคำถามถึงกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็น การถือครองทรัพย์สินและการประกอบธุรกิจผ่านบุคคลไทย หรือนอมินี รวมถึงกรณีที่มีการพำนักหรือดำเนินธุรกิจในไทยเป็นเวลานานถึง 5 ปี ว่าหน่วยงานรัฐมีระบบตรวจสอบติดตามอย่างไร และสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าเป็นการประกอบธุรกิจโดยสุจริต หรือมีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนบังหน้า รวมถึง เรียกร้องให้สำนักงาน ปปง. เร่งตรวจสอบและดำเนินการกับกลุ่มที่เข้าข่ายเป็น “นอมินี” หากพบเส้นทางการเงินหรือพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิด ควรเร่งดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาอายัดทรัพย์โดยไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินถูกโยกย้าย
หลังจากนี้จะเดินทางไปจังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามประเด็นเกี่ยวกับ “จีนเทา” และปัญหาที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาต้องการให้เกิดม็อบเพื่อโค่นรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลอยู่บริหารประเทศต่อไปในสภาพเช่นนี้ เพราะมองว่าจะยิ่งทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจาก “ทำอะไรไม่เป็น”
ส่วนกรณีการกู้เงินประมาณ 4 แสนล้านบาท นายสนธิตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยมองว่าหากนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” จริง ใช้เพียงประมาณ 2 แสนล้านบาท แล้วเงินส่วนที่เหลือจะนำไปใช้ในส่วนใด พร้อมเรียกร้องให้มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสังคม
ขณะเดียวกัน ยังตั้งคำถามถึงปัญหาการกักตุนน้ำมัน โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่า “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมันและปัญหาด้านพลังงานคือใคร พร้อมวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าเป็นลักษณะ “ทำงานให้เจ้านาย เก็บแต้มโบนัส”
นายสนธิ ยังบอกอีกว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันครั้งแรก ดังนั้นจึงไม่มีอะไรฝากถึงนายกรัฐมนตรี และมองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังมีวิกฤตคือ วันที่ 14 ก.ย. ในคดีฮั้ว สว.ที่กกต.จะมีการพิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกา ซึ่งจะถือว่าเป็นวันชี้ชะตาของรัฐบาลอนุทิน ถ้ามติสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนเห็น ตนเองชุมนุมแน่นอน ไม่วันที่ 18 ก็ 19 ก.ย.นี้ แน่นอน