เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานกรมควบคุมมลพิษ และตัวแทนบริษัทท่อส่งน้ำมัน ลงพื้นที่บริเวณถนนเชื้อเพลิงใต้ทางยกระดับพระราม 3 เพื่อตรวจสอบกรณีพบน้ำมันรั่วซึมออกจากท่อส่งน้ำมัน พร้อมเร่งหาจุดรั่วที่แน่ชัด เพื่อดำเนินการซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของระบบท่อ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า
ขณะนี้ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคของบริษัทท่อส่งน้ำมัน รวมถึงกลุ่มบริษัทน้ำมันเอกชนอยู่ระหว่างนำเครื่องมือเข้าพื้นที่
เพื่อเตรียมเลื่อน “สลีฟ” หรือปลอกครอบท่อออกจากบริเวณที่พบน้ำมันรั่วซึม เพื่อตรวจสอบว่าท่อด้านในมีรอยรั่วหรือได้รับความเสียหายบริเวณใด โดยคาดว่าจะพบจุดรั่วที่ชัดเจนในช่วงค่ำวันนี้
หากพบรอยรั่ว เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการซ่อมแซม พร้อมทำ Pigging Test เพื่อตรวจสอบท่อทั้งระบบ ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร ตั้งแต่คลังน้ำมันของเอกชนไปจนถึงคลังน้ำมันที่สนามบิน เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงหรือความผิดปกติอื่นเพิ่มเติม
ส่วนสาเหตุของการรั่วซึมยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งสนิมหรือแรงกระแทกจากการสัญจรของรถ หากตรวจสอบพบว่าท่อได้รับความเสียหาย จะต้องเปลี่ยนท่อใหม่ รวมถึงพิจารณาเปลี่ยนแนววางท่อ เนื่องจากจุดเดิมอยู่ใกล้ตอม่อและมีรถสัญจรตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและทำให้เกิดความเสียหายซ้ำได้
ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานได้เรียกตรวจสอบประวัติการดูแลและบำรุงรักษาท่อของบริษัทท่อส่งน้ำมันแห่งนี้ ว่าขาดการบำรุงรักษาหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าแนววางท่อได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ หากพบความผิดปกติจะดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพบว่าแนวท่อยังอยู่ในระบบท่อส่งที่ได้รับอนุญาต
น.ส.ฐิติภัสร์ ระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ หลังพบคราบน้ำมันบริเวณใต้ตอม่อ เจ้าหน้าที่ได้เปิดหน้าดินตรวจสอบเป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร และทำการทดสอบ แต่ยังไม่พบรอยรั่ว จึงบล็อกท่อระบายน้ำเป็นช่วง ๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำมัน
ต่อมาเมื่อสำนักการระบายน้ำเข้าทำความสะอาดท่อ พบดินปนเปื้อนน้ำมัน จึงขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณตอม่อ และพบจุดที่มีน้ำมันรั่วเพิ่มเติม ก่อนทดสอบซ้ำและพบความผิดปกติ จนนำไปสู่การตรวจสอบท่อในบริเวณดังกล่าวอย่างละเอียด
ด้านนายสุเมธ ซ้ายงาม นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยผลการตรวจวัดมลพิษในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบค่า VOC หรือสารอินทรีย์ระเหยง่าย รวมถึงค่า LEL ซึ่งใช้ประเมินความเสี่ยงต่อการติดไฟอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ
เบื้องต้นพบค่า VOC ค่อนข้างสูง อยู่ในระดับกว่า 300 และถือว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่ค่า LEL ยังบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการติดไฟ แต่หลังจากมีการสูบน้ำมันกลับเข้าสู่ระบบ พบว่าทั้งค่า VOC และ LEL มีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงต้องตรวจวัดค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่ปฏิบัติงานยังจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมประกายไฟ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงต่อการติดไฟ
นายสุเมธ ระบุว่า ผลกระทบต่อประชาชนโดยรอบอาจน้อยกว่าบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยขณะนี้บริษัทได้ติดตั้งเครื่องดูดไอระเหยสารเคมี เพื่อช่วยกรอง VOC ในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งการควบคุมสารจากแหล่งกำเนิดจะช่วยลดการแพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก
สำหรับการตรวจหาต้นตอของน้ำมัน กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบแล้ว 5 ครั้ง และอยู่ระหว่างรอผลจากห้องปฏิบัติการ เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำมันที่ตรวจพบและรั่วไหลมาจากแหล่งใด