กทม. เหลือจุดน้ำท่วมวิกฤต 8 เขต เฝ้าระวังน้ำเหนือกระทบบางพลัด-ทวีวัฒนา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กทม. เหลือจุดน้ำท่วมวิกฤต 8 เขต เฝ้าระวังน้ำเหนือกระทบบางพลัด-ทวีวัฒนา แจงปมเตือนภัย Cell Broadcast-เร่งอุดช่องโหว่รถฉุกเฉินจมน้ำ

28 กันยายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าการบริหารจัดการอุทกภัยและระบบระบายน้ำ พร้อมอัปเดตมาตรการเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่วิกฤต โดยกางสถิติผู้ได้รับผลกระทบกว่า 7 แสนคน พร้อมชี้แจงประเด็นปัญหาการเข้าพื้นที่แฟลตคลองจั่น และการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย

ภาพรวมสถานการณ์ฝนใน กทม. มีแนวโน้มลดลง โดยวันนี้คาดว่าจะมีฝนตกร้อยละ 60 เน้นหนักในโซนฝั่งตะวันออก และจะลดลงเหลือร้อยละ 30 ในวันพรุ่งนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร
รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำในคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าวยังคงล้นตลิ่งขั้นวิกฤต กทม. จึงต้องเร่งลำเลียงน้ำเข้าสู่อุโมงค์บางซื่อและอุโมงค์คลองแสนแสบ เพื่อดึงน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ กทม. กำลังเฝ้าระวังมวลน้ำเหนือ ที่เริ่มไหลลงมาเติมในระบบ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบให้เขตบางพลัดและเขตทวีวัฒนามีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับสถิติการดำเนินงานพบว่ามีพื้นที่น้ำท่วมสะสมถึง 42 เขต และล่าสุดมี 8 เขตที่ยังมีน้ำท่วม ประกอบด้วย เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตสวนหลวง เขตบึงกุ่ม เขตคลองสามวา และเขตสายไหม

จากการประเมินเบื้องต้นมีครัวเรือนประชาชนใน กทม. ได้รับผลกระทบตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ประมาน 300,000 ครัวเรือน คิดเป็นประชาชนประมาน 700,000 คน ส่งผลให้การเรียกใช้สายด่วน 1669 พุ่งสูงถึงกว่า 7,200 สายต่อวัน จากปกติ 3,000 สาย

กทม. จึงได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ส่งชุดแพทย์เข้าถึงตัวผู้ป่วยเปราะบาง และแปรสภาพโรงพยาบาล กทม. ฝั่งตะวันออกเป็นศูนย์พักพิงรองรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีเงื่อนไขซับซ้อน

ขณะที่การปฏิบัติงานในพื้นที่วิกฤตเผชิญข้อจำกัดด้านยานพาหนะ รถ 6 ล้อของสำนักการโยธากว่า 70 คัน และรถฉุกเฉิน (Ambulance) จำนวน 7 คัน เครื่องยนต์ดับจากน้ำท่วมสูง กทม. จึงต้องประสานขอสนับสนุนรถ GMC ทรงสูงจากทหารเพิ่มเติมอีก 15 คัน เพื่อประกบทีมแพทย์เข้าพื้นที่

ส่วนด้านอาหาร เขตลาดกระบังมีความต้องการสูงถึง มื้อละ 20,000 กล่อง และบางกะปิ 3,000 กล่อง ซึ่ง กทม. ได้จัดรถครัวกลางเข้าสนับสนุนเป็นการเฉพาะ

สำหรับกรณีความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 95,000 คน ที่แฟลตคลองจั่นในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เกิดจากระดับน้ำพุ่งสูงรวดเร็ว ประกอบกับมีรถขนาดใหญ่จอดกีดขวาง ทำให้รถทรงสูงของเขตออกปฏิบัติงานไม่ได้

ล่าสุด ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ควบคุมศูนย์บัญชาการด้วยตนเอง พร้อมปรับยุทธวิธีแจกจ่ายอาหารใหม่เป็นเริ่มแจกจากอาคารด้านในสุดไล่กลับออกมาด้านหน้า ทั้งนี้ ผอ.เขตบางกะปิ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ จะยังคงอยู่ช่วยงานต่อร่วมกับ ผอ.เขตคนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงาน

ในส่วนของหลักเกณฑ์การเยียวยา แม้กรณีพักในคอนโดมิเนียมจะไม่เข้าเกณฑ์ความเสียหายตามปกติ แต่ กทม. กำลังหารือเพื่อกำหนดหมวดช่วยเหลือพิเศษเทียบเคียงกับค่าล้างบ้าน แบบจังหวัดเชียงราย เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมที่สุด

นอกจากนี้รองผู้ว่าฯ ยังฝากแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งสถิติพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเฉลี่ย 10 ครั้งต่อวัน เพิ่มเป็น 27-53 ครั้งต่อวัน ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ขอให้หมั่นตรวจสอบรอยรั่วซึมและระบบสายไฟในบ้าน โดยรถดับเพลิงทรงสูงของ กทม. พร้อมลุยน้ำเข้าช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับการรับบริจาค สามารถนำสิ่งของไปมอบได้ที่ ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง) และศูนย์ฝึกอาชีพเขตประเวศ ส่วนการบริจาคอาหารกล่องปรุงสุกปริมาณมาก ขอให้ติดต่อสายด่วน 1555 ล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่บูดเสียง่าย

ยอมรับบกพร่องปม Cell Broadcast แจ้งเตือนช้า

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา ยังชี้แจงและยอมรับความบกพร่องกรณีการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เวลา 09.30 น. โดยระบุว่า ปัญหาเกิดจากช่องว่างและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในขั้นตอนการทำงาน

เนื่องจากในระบบเดิม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้มีหน้าที่กดปุ่มส่งข้อความ แม้ว่าเครื่องมือดึงข้อมูลกลุ่มพื้นที่จะอยู่ที่ กทม. ก็ตาม จึงทำให้เกิดความสับสนว่า กทม. มีสิทธิ์ขาดในการสั่งเตือนภัยทันที หรือต้องผ่านการพิจารณาเกณฑ์ของ ปภ. ก่อน

ขณะที่ผ่านมา กทม. ได้ทดลองใช้ระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งข้อมูลตำแหน่งศูนย์พักพิงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) ที่แตกต่างจากการเตือนภัยพิบัติรุนแรง (Alert) ตามปกติ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กทม. ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานร่วมกับ ปภ. โดยได้ข้อสรุปว่า กทม. จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และออกแบบเนื้อหาข้อความเองทั้งหมด ครอบคลุมทั้งการแจ้งข้อมูล การเตือนภัย และข้อแนะนำในการปฏิบัติตน

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำเร่งจัดทำร่างชุดข้อความเตือนภัย และเฝ้าระวังประเมินระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำเหนือไหลลงมาสมทบ

สำหรับรูปแบบการทำงานใหม่จะเป็นแบบ Push Through คือเมื่อ กทม. ตัดสินใจและส่งข้อความไปให้ ปภ. แล้ว ทาง ปภ. จะทำการกดปล่อยข้อความกระจายสู่ประชาชนทันทีโดยไม่มีขั้นตอนล่าช้า ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยใช้ในการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ ในระยะถัดไป กทม. กำลังอยู่ระหว่างการตกลงเรื่องกรอบความรับผิดชอบ เพื่อมุ่งสู่การโอนอำนาจบริหารจัดการ (Localization) ซึ่งจะทำให้ กทม. ได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการและสามารถกดส่งข้อความเตือนภัย Cell Broadcast ได้ด้วยตนเองโดยสมบูรณ์

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ