28 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.1 บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ทำไฟฟ้าดับกว่า 40,000 ครัวเรือน รถไฟหยุดให้บริการ เกิดอาฟเตอร์ช็อกมากถึง 61 ครั้ง และมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
ทำให้สื่อทั่วโลกรายงานข่าวความเสียหายของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหตุแผ่นดินไหวในหลายแง่มุม
หนึ่งในเรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาถึงคนไทย คือภาพของสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์นั่งกอดแมวลายสลิดอย่างแนบชิดภายใต้ภาพความเสียหายของซากอาคาร โดยหนึ่งในเพจเฟซบุ๊กที่แชร์เรื่องดังกล่าว ระบุข้อความด้วยว่า “ใจบางกับอะไรแบบนี้มาก หลังเกิดแผ่นดินไหว อาคารพังถล่มลงมา สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวหนึ่งติดอยู่ในกองซากปรักหักพังนาน 2 วัน มันคอยปกป้องแมวที่บาดเจ็บหนัก และเห่าเรียกความช่วยเหลือไม่หยุด จนในที่สุดทั้งคู่ก็ได้รับการช่วยเหลือ” พร้อมระบุว่า “ที่มา : wanparadawan”
โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เพียง 1 สัปดาห์หลังจากภัยพิบัติใหญ่ในญี่ปุ่น และถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน โดยโพสต์นี้ มีคนแชร์ 162 ครั้งและมีคนกดถูกใจและส่งความรู้สึกรวมประมาณ 3,100 ครั้ง
การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ โอ้ยหัวใจบางจริงๆกับเรื่องนี้ ลูกกก, ปลอดภัยแล้วลูกเอ้ย, ใจดีไม่ทำร้ายน้องแมวน่รักลูกปลอดภัยแล้วนะลูก, น้องหมาน่ารักใจดีมากค่ะ ขอบคุณแทนน้องแมวด้วยนะลูก ฯลฯ
เพื่อยืนยันข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน PPTV Online ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพดังกล่าว เพื่อหาคำตอบว่า เรื่องราวสุดแสนประทับใจนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเรื่องราวที่ถูกเติมแต่ง เพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาร่วมแสดงความเห็น engagement
ตามรอย “wanparadawan” ที่มาของภาพและเรื่องเล่า
ผู้สื่อข่าวเริ่มต้นตรวจสอบจากข้อความระบุ “ที่มา : wanparadawan” เพื่อค้นหาต้นทางของเรื่องราวดังกล่าว ไม่พบข้อมูลว่าเป็นชื่อแอคเคาท์จากแพลตฟอร์มใด แต่พบความเคลื่อนไหวใน X ซึ่งพบว่า ผู้ใช้งานจำนวนมาก Reply ข้อความจากแอคเคาท์ @wanparadawan ในหลายช่วงเวลา แต่ปัจจุบัน บัญชีดังกล่าวได้ถูกปิดไปแล้ว จึงไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
ขณะที่ข้อมูลที่ถูกระบุไว้ในส่วนของ Ai Overview ว่า “wanparadawan” ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักในฐานะ ชื่อบัญชีผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบัญชีที่โด่งดังจากการแบ่งปันวิดีโอและรูปภาพเกี่ยวกับความน่ารักและแสนรู้ของสุนัขในแต่ละวัน
คอนเทนต์ของบัญชีนี้มักถูกนำมาแชร์ต่อหรืออ้างอิงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในไทย เช่น บนเพจ Facebook ต่าง ๆ เวลาที่นำเสนอเรื่องราวซึ้ง ๆ หรือวิธีถ่ายรูปสัตว์เลี้ยงน่ารัก ๆ
ผู้สื่อข่าวนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบใน ChatGPT เพื่อให้ช่วยสังเกตรายละเอียดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม โดยพบว่า บริเวณขาหน้าสุนัขที่ซ้อนกับลำตัวแมว ขอบขน ตลอดจนแสงและเงารอบตัวสัตว์ อย่างไรก็ตาม การสังเกตภาพครั้งนี้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นภาพสร้างด้วย AI จึงต้องตรวจสอบประวัติการเผยแพร่และหลักฐานจากแหล่งอื่นประกอบ
Google Lens พบภาพเผยแพร่ตั้งแต่ธันวาคม 2568
ขณะที่การค้นหารูปภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) ด้วยเครื่องมือ Google Lens เพื่อตรวจสอบว่าภาพนี้เคยปรากฏอยู่ที่ไหนบ้าง และถูกนำไปเล่าในเหตุการณ์อื่นอีกหรือไม่
เราพบผลการค้นหาที่ระบบ ระบุว่าตรงกับภาพดังกล่าว 207 รายการ โดยภาพถูกโพสต์ใน Facebook, Instagram และ X ซึ่งหลายโพสต์มีจำนวนการไลค์ แชร์ และคอมเมนต์จำนวนมาก
นอกจากนั้นยังพบว่า บางส่วนถูกเริ่มต้นโพสต์ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวจากภาพในลักษณะเดียวกัน คือ เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำลายหมู่บ้าน และพบสุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ คอยปกป้องแมวที่ได้รับบาดเจ็บใต้ซากปรักหักพัง
แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในโพสต์ที่เปิดตรวจสอบ ยังไม่พบข้อมูลระบุผู้ถ่ายหรือสถานที่เกิดเหตุที่ตรวจสอบยืนยันได้
ขณะที่การใช้เครื่องมือ Google Lens ในหัวข้อ “ภาพที่ตรงกัน” กลับพบว่า มีภาพถ่ายที่เป็นลักษณะ “สุนัขปกป้องแมว” ในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีอริยาบถที่แตกต่างกัน ขณะที่บางภาพแม้ว่าจะมีลักษณะของภาพใกล้เคียงกัน แต่หน้าตาของสุนัขและแมวกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ตรวจไทม์ไลน์ด้วย TinEye พบภาพก่อนแผ่นดินไหวญี่ปุ่น
เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือ TinEye เพื่อหาข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับวันที่มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว โดยพบว่า วันที่ระบบพบภาพที่ตรงกัน คือ 22 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ใช่ข้อมูลยืนยันว่าเป็นวันที่ภาพนี้ถูกสร้างหรือวันที่ถูกเผยแพร่เป็นครั้งบนอินเทอร์เน็ต
แต่เมื่อพิจารณาจาก “ไทม์ไลน์” ข้อมูลที่พบจาก Google Lens พบว่ามีการเผยแพร่ภาพตั้งแต่ช่วง ธันวาคม 2568 จึงกลายเป็นจุดสังเกตที่สำคัญว่า ภาพนี้ถูกสร้างมาก่อนที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2569
เทียบหลักฐาน AFP ระบุเป็นภาพสร้างด้วย AI
ผู้สื่อข่าวยังตรวจสอบพบ รายงานการตรวจสอบ “ข่าวปลอม” ของสำนักข่าว AFP อาร์เจนตินา ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า ภาพของสุนัขและแมวใต้ซากปรักหักพัง ไม่ได้ถูกถ่ายขึ้นในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา
บทความที่ AFP แสดงภาพเวอร์ชันที่มีไฟฉายอยู่ด้านขวา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่เผยแพร่ในโพสต์ไทย พบว่าตำแหน่งสุนัข แมว เหล็กเส้น และไฟฉายตรงกัน โดยมีขอบเขตการตัดภาพที่แตกต่างกัน
โดย AFP รายงานว่าได้ตรวจภาพด้วยเครื่องมือ Undetectable AI และสรุปว่าเป็นภาพสร้างด้วย AI
สำหรับโพสต์ไทยที่นำมาตรวจสอบ ข้อมูลที่พบจึงชี้ว่าภาพตรงกับภาพที่ AFP ระบุว่าเป็นภาพ AI ขณะที่เรื่องเล่าสุนัขปกป้องแมวบาดเจ็บใต้ซากอาคารนาน 2 วัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันจากแหล่งเหตุการณ์ในข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การนำภาพนี้ไปเผยแพร่เสมือนเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์จริงจึงทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด
รู้จัก AI Slop เมื่อภาพสร้างขึ้นแฝงมากับภัยพิบัติจริง
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า AI Slop เป็นข่าวปลอมประเภทหนึ่ง ที่ถูกนิยามว่าเป็นเนื้อหาขยะที่สร้างโดย AI ซึ่งมีลักษณะเด่นคือคุณภาพต่ำ ไม่ประณีต และไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง แตกต่างจากข่าวปลอมรูปแบบตัวอักษรเดิม ๆ เพราะ AI Slop ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายประเภท Generative AI ที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้คนได้โดยตรง
ภาพเหล่านี้มักถูกสร้างขึ้นและนำมาแปะไว้บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อพรางตัวอยู่ร่วมกับกระแสข่าวหรือสถานการณ์ภัยพิบัติจริง เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว แม้ภาพนั้นจะไม่มีข้อความอธิบายบริบทที่ชัดเจน แต่มนุษย์มักจะแต่งเติมเรื่องราวไปเองตามบริบทของพื้นที่ที่ภาพนั้นไปปรากฏอยู่
ภาพสะเทือนใจ ทำไมเราจึงแชร์ก่อนตรวจสอบ?
ดร.นพ.วรตม์ อธิบายว่า ทางจิตวิทยาแล้วข่าวปลอมประเภท AI Slop เข้าโจมตีจุดอ่อนในระบบการรับรู้ของมนุษย์ ผ่านกลไกสำคัญต่าง ๆ เช่น การกระตุ้นอารมณ์ข้ามสมองส่วนคิดวิพากษ์ โดยภาพ AI Slop มักออกแบบมาเพื่อจี้จุดกระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น ภาพคนกอดกัน สัตว์เลี้ยงน่ารักเกินจริง ภาพความสงสารจับใจ หรือภาพความโกรธแค้นในพื้นที่ขัดแย้ง
เมื่อภาพเหล่านี้กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง อารมณ์จะทำงานก่อนตรรกะ ส่งผลให้สมองข้ามการทำงานของ สมองส่วนคิดเชิงวิพากษ์วิเคราะห์ ทำให้คนตัดสินใจกดไลก์และกดแชร์ทันทีโดยไม่ทันตั้งคำถามถึงความจริงแท้
เมื่อ "ภาพปลอม" ตรงกับสิ่งที่ "อยากเชื่อ"
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการรับรู้ซ้ำจนกลายเป็นความคุ้นชิน กรณีที่เราเห็นภาพ 1 ภาพถูกส่งต่อซ้ำ ๆ ผ่านเพื่อนหลายกลุ่ม หรือพบบ่อยในโซเชียลมีเดีย สมองจะเริ่มประมวลผลว่าสิ่งที่เห็นบ่อย ๆ มีโอกาสที่จะเป็นเรื่องจริง การเห็นซ้ำจึงเป็นกลไกการรู้คิดที่สร้างความเชื่อให้อย่างแยบยล
รวมไปถึงกลไกสัญชาตญาณความไว้วางใจในภาพถ่าย ซึ่งโดยธรรมชาติ มนุษย์ถูกฝึกให้เชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตามากกว่าตัวอักษร หากอ่านเพียงข้อความ ข่าวลืออาจถูกตั้งข้อสงสัยได้ง่าย แต่เมื่อถูกนำเสนอในรูปแบบภาพถ่าย มนุษย์จะมีแนวโน้มหลงเชื่อทันที
ขณะเดียวกันคนจำนวนมากยังยึดติดกับความจำเดิมว่า ภาพ AI ต้องดูหลอกตาหรือปลอมมาก ๆ จึงมองข้ามความจริงที่ว่า Generative AI ในปัจจุบันพัฒนาจนมีความสมจริงสูงมากนอกจากนี้ ภาพ AI Slop ยังใช้การพรางตัวร่วมกับสถานการณ์จริง ทำให้ผู้พบเห็นแยกแยะได้ยากยิ่งขึ้น
ดร.นพ.วรตม์ อธิบายว่า เป็นอคติยืนยันความเชื่อเดิม มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลที่สอดคล้องกับความปรารถนาหรือความเชื่อเดิมของตนเอง เช่น ภาพที่แสดงถึงความรักและการช่วยเหลือกันในภัยพิบัติ หรือภาพที่ตรงกับมุมมองทางการเมืองของตน เมื่อภาพปลอมไปยืนยันสิ่งที่อยากให้เป็นจริง คนเราจะยอมรับภาพนั้นทันที
จากมลพิษทางข้อมูล สู่ "ผลพลอยได้ของคนโกหก"
ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของข่าวปลอมประเภท AI Slop ไม่ใช่เพียงเรื่องความบันเทิงหรือความน่ารักที่ไม่ Harmful แต่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงในหลายมิติ เช่น การสร้างมลพิษทางข้อมูลและความด้านชาในสังคม ยิ่งมีการแชร์ภาพ AI ปลอมมากเท่าไร ปริมาณข้อมูลบิดเบือนในสังคมยิ่งเพิ่มขึ้น มวลชนจะยิ่งแยกแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ การเห็นภาพโศกนาฏกรรมปลอมซ้ำ ๆ ยังส่งผลให้ผู้คนเกิดภาวะด้านชาทางอารมณ์ หรือเกิดการสร้างภาพโรแมนติกให้กับโศกนาฏกรรม แทนที่จะมุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ โรงงานผลิตขยะ AI สามารถสร้างภาพขึ้นมาได้ในเวลาไม่กี่วินาที ในขณะที่สื่อมวลชนและนักข่าวอาชีพต้องทุ่มเทแรงกาย เสี่ยงภัยลุยน้ำลุยภัยพิบัติเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง แต่กลับถูกภาพ AI Slop ดึงดูดความสนใจและเบียดบังการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจสื่ออย่างมาก
ซึ่งเบื้องหลังการสร้างภาพ AI Slop จำนวนมากคือเพจปั่นยอดหรือเครือข่ายบอท บอทเหล่านี้จะเข้ามาตอบคอมเมนต์ด้วยข้อความที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพื่อหลอกอัลกอริทึมในการเพิ่มการเข้าถึง (Reach) เมื่อเพจมีผู้ติดตามและยอดปฏิสัมพันธ์สูง จะถูกนำไปขายต่อให้กับเว็บพนันออนไลน์หรือธุรกิจหลอกลวง
หยุดคิด ตรวจที่มา ยึดหลัก “ไม่ชัวร์ ไม่แชร์”
เพื่อป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อและลดการปล่อยมลพิษทางข้อมูลเข้าสู่สังคม ดร.นพ.วรตม์ แนะนำผู้ใช้โซเชียลมีเดียปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้
- ตั้งสติก่อนใช้นิ้ว หยุดคิดก่อนกดไลก์หรือกดแชร์ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการปั่นยอดปฏิสัมพันธ์
- หยุดแล้วซูมดูรายละเอียด ตรวจสอบจุดผิดปกติเชิงกายภาพที่ AI มักสร้างผิดพลาด เช่น จำนวนนิ้วมือที่ไม่ครบหรือเกิน ผิวเนียนเกินจริง แสงเงาผิดธรรมชาติ รูปร่างที่บิดเบี้ยว หรือตัวอักษรภาษาต่างดาวที่อ่านไม่ออก
- ใช้เครื่องมือตรวจสอบย้อนกลับ หากมีเวลา ควรนำภาพไปสแกนค้นหาต้นตอ หรือใช้ AI ช่วยตรวจสอบย้อนกลับว่าเป็นภาพสังเคราะห์หรือไม่
- ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ตรวจดูว่าบัญชีที่เผยแพร่เป็นสำนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ หรือเป็นเพียงบัญชีสร้างใหม่ที่ไม่มีตัวตนชัดเจน
- ยึดหลัก "ไม่ชัวร์ ไม่แชร์" หากภาพนั้นเข้าข่ายน่าสงสัยหรือไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ ต้องไม่แชร์ต่อเด็ดขาด เพราะการแชร์ข้อมูลปลอมนอกจากจะส่งผลเสียต่อสังคมแล้ว ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของผู้แชร์ในสายตาของคนรอบข้างและเยาวชนอีกด้วย
เมื่อ "ความรู้สึก" มีน้ำหนักเหนือ "ข้อเท็จจริง"
ด้าน ผศ.ดร.ธีระชน พลโยธา ประธานหลักสูตร วท.บ.จิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า การที่สังคมปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุค Post-Truth หรือยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับ อารมณ์และความรู้สึกมากกว่าเหตุผลหรือข้อเท็จจริง ทำให้การตัดสินใจเชื่อหรือคล้อยตามสิ่งใดในปัจจุบัน มักเกิดจากความรู้สึก เช่น ความกลัว ความโกรธ หรือความชอบส่วนตัว มากกว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
หรือเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ความจริงไม่เท่ากับความรู้สึก" เมื่อผู้คนใช้ความรู้สึกนำหน้าเหตุผล ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนจึงแพร่กระจายและถูกแชร์ต่อบนโลกโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว
เรื่องเล่า ความหวัง และกลัวตกกระแส แรงผลักให้คนแชร์
ผศ.ดร.ธีระชน กล่าวว่า แม้บางคนจะมีความสงสัยหรือรู้ลึก ๆ ว่าข้อมูลอาจไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ยังเลือกที่จะเชื่อและส่งต่อ โดยมีกลไกทางจิตวิทยาขับเคลื่อนหลายแบบ เช่น อคติจากการตั้งเรื่องเล่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะจดจำ เข้าใจ และเชื่อข้อมูลที่ถูกนำเสนอในรูปแบบ "เรื่องเล่า" ได้ดีกว่าข้อมูลที่เป็นตรรกะหรือตัวเลขทางสถิติ เรื่องเล่ามักตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่สะท้อนถึงความหวัง ความเมตตา หรือการจบแบบมีความสุข เช่นเดียวกับการรับชมภาพยนตร์หรือละคร
และความกลัวตกยุคหรือไม่ทันกระแสสังคม เป็นอีกปัจจัยสำคัญในยุคปัจจุบัน ผู้คนกลัวการถูกตัดออกจากวงสนทนาทางสังคม กลัวถูกมองว่าเชย หรือคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง การรีบแชร์ หรือรีบแสดงความคิดเห็น จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และเปิดโอกาสในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
ทั้งนี้ ข่าวปลอมบางประเภท แม้จะไม่ใช่ความจริง แต่ทำหน้าที่ช่วยยืนยันความเชื่อและมุมมองที่ผู้แชร์อยากให้สังคมเป็น เช่น ข่าวเกี่ยวกับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือเรื่องราวของสัตว์อย่างหมาแมวที่ช่วยเหลือกัน ข่าวเหล่านี้ช่วยตอบสนองความต้องการเห็นสังคมที่มีแต่ความเมตตากรุณา
ในทางจิตวิเคราะห์ การรับและแชร์ข่าวปลอมยังเป็นกลไกป้องกันตนเองจากความวิตกกังวล ความเครียด หรือความรู้สึกเจ็บปวด
นอกจากนี้ ยังแบ่งกลไกการป้องกันตนเองได้เป็น การระบายอารมณ์กดทับ ในสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ที่ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังหรือโกรธแค้น การแชร์เรื่องราวการช่วยเหลือกันจะช่วยระบายความรู้สึกที่ถูกกดทับ และแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ หรือการสร้างภาพในอุดมคติ การเชื่อว่าโลกนี้ยังมีความเมตตา ช่วยปลอบประโลมและบรรเทาจิตใจที่หดหู่ให้ดีขึ้น
ผศ.ดร.ธีระชน แนะนำว่า การป้องกันตนเองจากข่าวปลอมเริ่มจากการตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ ไม่เชื่อในทันที และค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมก่อนส่งต่อ พร้อมพิจารณาว่าผู้เผยแพร่ต้องการสื่อสารอะไรและมีแรงจูงใจใดอยู่เบื้องหลัง เพราะการแชร์แต่ละครั้งอาจส่งผลทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม รวมถึงข้อกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้อง
เรื่องราวที่ทำให้เราประทับใจอาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป การหยุดตรวจสอบก่อนแชร์จึงเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนทำได้ เพื่อให้ความปรารถนาดีของเราไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อข้อมูลเท็จ