นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม 2569 หรือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ในรายการเปิดโต๊ะข่าวว่า ยอมรับว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าผิดหวัง
เพราะอีกฝั่งหนึ่งมีแรงหนุนจาก 2 เสียง ทั้งคะแนนพรรคและคะแนนที่ได้จากต่างจังหวัดเยอะ กำลังการหาเสียงไม่พอ การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียมีแค่ตนกับพวก คนอื่น ๆ ไม่ได้ทำ และฝั่งตนไม่มีพรรคการเมือง
“พวกคุณก็รู้อยู่ว่า คณะเขาจะขึ้นมาส้มทั้งจังหวัด ส้มทั้งประเทศ เขาไม่มีพรรคการเมือง เขาจะสู้ผมได้ไง เขาไม่ปฏิเสธหรอก ถ้าเขาไม่มีพรรคหนุนหลัง มาสู้กับผมตัวต่อตัว เขาจะสู้ผมได้เหรอ ขนาดผมสมัคร ไม่ได้หาเสียง คนเดียวยังได้เป็นหมื่นคะแนน” นายพนัสกล่าว
นายพนัสกล่าวว่า ตนเป็นนักยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง การดำเนินการ เมื่อเห็นคนมาแล้วไม่ยกมือไหว้ตนก็ถือว่าเสร็จแล้ว บางคนเดินผ่านหน้าตนเขายังไม่มองเลย แบบนี้เขาจะมาลงคะแนนให้เราได้อย่างไร บางทีเขาอาจเป็นสมาชิกแรงงานก็ได้ หรืออาจเป็นสมาชิกพรรคมากกว่า คนชนะจะพูดอะไรก็ได้ ซึ่งวันที่ 18 ตุลาคมนี้จะมีการประชุมทีมครั้งใหญ่เพื่อถอดบทเรียน
การแพ้เยอะมากในครั้งนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่แพ้เยอะเพราะมีการนำคะแนนจากทั่วประเทศมารวมกัน ซึ่งหากเทียบฝั่งเขากับสัดส่วนของผู้ประกันตนแล้ว อาจไม่ถึง 5-8% ถ้าคนออกมาเลือกตั้งมาก แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคุณ หรือเป็นศัตรูกับพรรคคุณ เขาก็ไม่ลงคะแนนให้คุณ
นายพนัสกล่าวอีกว่า ลูกจ้างไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมากว่า 20-30 สมัยแล้ว เพราะประกันสังคมไม่ได้ให้อะไรเขาเลย
ส่วนเรื่องปฏิทิน สำนักงานประกันสังคมพิมพ์มา 12 ปีแล้ว จะมีการจัดส่งมาให้ฝั่งตนแค่ 200,000 ใบ บางครั้ง 100,000 ใบ ไม่พอกับสมาชิก ตนก็ร้องขอว่าขอเพิ่มได้หรือไม่ แต่ขออย่ากังวล เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่นำมาคุยกันในการจัดสัมมนาใหญ่ทุกค่าย ถอดบทเรียนวันที่ 18 ตุลาคมนี้
นายพนัสกล่าวต่อว่า ลูกจ้างประกันสังคมมีหลายอย่าง เป็นลูกจ้างขายกาแฟกับลูกจ้างนาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นลูกจ้างเหมือนกัน แต่สำหรับฝั่งตนนั้นมุ่งไปที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มี 100-10,000 คน พอตนเห็นว่ามีการนำพรรคการเมืองมาเล่น มาออกหาเสียงให้ จึงบอกกับน้อง ๆ ไปว่า แพ้ก็แพ้พรรคการเมือง
“เราไม่ไปหาเสียง เราไม่มีทุน ฝั่งเขาหาเสียง เอาคนออกไปเดินป้าย มีรถโฆษณา โปสเตอร์ โทรโข่ง เขามีหมด เพราะเขาสามารถใช้พรรคทำได้หมด ฝั่งตนแค่โปสเตอร์ใบเล็ก ๆ 15,000 บาท ต้องเรี่ยรายออกกันคนละ 2,000 บาท เราเป็นวัตถุโบราณ เริ่มสร้างมาตั้งแต่เล็ก ๆ เริ่มต้นตั้งแต่ชั้น 1 พอคนยืนชั้น 7-8 ก็มาดูถูกชั้น 1 แต่มันไม่รู้ว่าที่ยืนนั้นยืนอยู่บนรากฐานของคนที่ทำชั้น 1 ไว้ให้”
เมื่อถามว่าน้อยใจหรือไม่ นายพนัสกล่าวว่า “ไม่น้อยใจ เพราะนี่คือความผิดพลาด เมื่อผิดพลาดให้สรุปแล้วแก้ไข ตนรู้โดยตัวตนเองอยู่แล้ว อายุตนจะ 84 แล้ว ช่วงหลัง ๆ ตนร่างกายแย่ลง เราหาเสียงแบบคนงาน เขาหาเสียงแบบพรรคการเมือง มีเครือข่าย อุปกรณ์ สส.มาช่วยหาเสียง”
นายพนัสกล่าวต่อว่า หากฝั่งนั้นมีการสัญญาไว้ เมื่อได้เป็นแล้ว หากนำเงินไปลงทุนโดยผิดกฎหมายเมื่อไรต้องติดคุก สัญญาที่ทำไว้หากทำไม่ได้เสร็จแน่ เพราะทุกวันนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่พวกคุณ หรือถ้าเขาทำได้ดีขึ้นกว่ายุคเรา ตนก็ดีใจ เพราะผลที่ออกมานั้นเป็นผลดีกับลูกจ้าง
ส่วนกรณีการพูดถึงการนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ ตนเห็นด้วย เพราะพวกตนก็ทำมาก่อน เขาก็เอาของตนไปทำต่อทั้งนั้น