นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย อดีตกรรมการสำนักงานประกันสังคมชุดแต่งตั้ง เปิดเผยความรู้สึกหลังผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการว่า รู้สึกผิดหวังที่ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ก็ถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ส่วนหนึ่ง เพราะประเมินไว้แล้วว่าหากมีพรรคการเมืองเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้สมัครอีกฝ่าย ทีมของตนก็จะเสียเปรียบ
เนื่องจากอีกฝ่ายสามารถหาเสียงได้ทั่วประเทศ ขณะที่ทีมของตนมีฐานเสียงอยู่ประมาณ 8 จังหวัด แต่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกมาใช้สิทธิได้
นายพนัสกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้แปลกใจไม่ใช่ผลคะแนนที่แตกต่างกันมาก เพราะพอจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เป็นคะแนนของทีมตนที่ลดลงไปมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่เชื่อว่ามีฐานเสียงอยู่ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลคะแนนมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเกิดจากปัจจัยใดบ้าง ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม การที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ออกมาใช้สิทธิ และการสนับสนุนจากเครือข่ายทางการเมืองของอีกฝ่าย
ส่วนความรู้สึกที่พ่ายแพ้ให้กับเด็กอมมือ นายพนัสกล่าวว่า ยอมรับว่าทีมของตนแพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดกำลังใจ ตนมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือยิ่งแพ้ก็ยิ่งเดินหน้าสู้ โดยครั้งนี้ต้องกลับมาทบทวนว่าพลาดตรงไหน และเหตุใดคะแนนจึงออกมาเป็นเช่นนี้ เพราะการที่สมาชิกแรงงานไม่ออกมาใช้สิทธิ ไม่ได้หมายความว่าพลังของกลุ่มแรงงานหมดไป แต่ต้องกลับไปถามว่าทำไมสมาชิกจึงไม่มาเลือก และเหตุใดบางพื้นที่จึงไม่ได้คะแนนตามที่คาดการณ์ไว้
นายพนัสกล่าวถึงผู้สมัครอีกฝ่ายว่า วันนี้ผู้สมัครเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของตน ตนยังจำชื่อผู้สมัครทั้งหมดไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะมองว่าหากไม่มีพรรคการเมืองคอยสนับสนุน ผู้สมัครเหล่านี้ก็อาจไม่สามารถขยายฐานเสียงไปได้ทั่วประเทศ พร้อมเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนหุ่นเชิดที่ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังคอยชักใย เพราะหากไม่มีคนคอยสนับสนุน ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยตัวเอง
นายพนัส ยกตัวอย่างว่า อีกฝ่ายสามารถหาเสียงในจังหวัดที่ไม่มีฐานแรงงานของตัวเองได้ เพราะมีเครือข่ายทางการเมืองและ สส. ในพื้นที่ช่วยสนับสนุน ขณะที่ทีมของตนมีข้อจำกัดในการหาเสียงและมีทุนไม่มากพอจะเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ จึงยอมรับว่าการแข่งขันครั้งนี้เสียเปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมแพ้หรือหยุดทำงานเพื่อแรงงาน
ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้รวบรวมสมาชิกแรงงานเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองช่วยสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายพนัส ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้จุดยืนที่พยายามรักษามาตลอดว่า ประกันสังคมต้องปลอดจากการครอบงำของพรรคการเมืองสูญเสียไป โดยมองว่าแม้การทำเช่นนั้นอาจช่วยให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงที่ประกันสังคมจะกลายเป็นเวทีการเมือง แทนที่จะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตนและลูกจ้าง
นายพนัส กล่าวต่อว่า ในวันที่ 18 นี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทยจะเรียกประชุมผู้นำแรงงานจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนจากผลการเลือกตั้ง โดยจะนำคะแนนในแต่ละพื้นที่มาพิจารณาว่าเหตุใดบางจังหวัดจึงแพ้ ทั้งที่ประเมินไว้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีฐานเสียง พร้อมรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแนวทางการทำงานครั้งต่อไปให้ชัดเจนขึ้น
นายพนัส ย้ำว่า หลังจากนี้จะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะนโยบายประมาณ 77 เรื่องที่ผู้สมัครเคยประกาศไว้ ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ รวมถึงการบริหารเงินกองทุนและผลประโยชน์ของผู้ประกันตน เพราะการประกาศนโยบายหาเสียงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่เพียงประกาศว่าจะทำ แต่เมื่อเข้าไปทำงานจริงกลับไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่พูดไว้
ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ผู้สมัครหลายฝ่ายพูดถึงเรื่องการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนเป็นหลัก แต่กลับพูดถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของลูกจ้างและผู้ประกันตนไม่มากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากได้รับเลือกตั้งแล้ว จะดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม นายพนัส กล่าวว่า แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ตนยอมรับความพ่ายแพ้และพร้อมนำมาทบทวนเป็นบทเรียน โดยไม่คิดจะนำพรรคการเมืองเข้ามาช่วยเพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะไม่ต้องการให้ประกันสังคมกลายเป็นเวทีการเมือง พร้อมย้ำว่าจากนี้จะติดตามตรวจสอบการทำงานของบอร์ดชุดใหม่อย่างใกล้ชิด และจะไม่หยุดทำงานเพื่อแรงงานเพียงเพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่หวัง