WorldBank2026 WorldBank2026

เจาะยุทธศาสตร์จีนตั้งฐานบินในลาว ห่างไทย 40 กม. หวังอะไรในอาเซียน?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"อนาลโย" วิเคราะห์ยุทธศาสตร์จีนตั้งฐานบินในลาว ห่างชายแดนไทย 40 กม. ชี้อาจเป็นมากกว่าฐานฝึกร่วม หวังขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารในอาเซียน พร้อมประเมินผลกระทบความมั่นคงไทย

นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ วิเคราะห์กรณีจีนตั้งฐานบินในลาว โดยมองว่า การพัฒนาฐานบินบ้านเกิน อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกรบร่วม แต่ยังมีศักยภาพรองรับการวางกำลังเครื่องบินขับไล่ในอนาคต ซึ่งจะช่วยขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารของจีนให้เข้ามาใกล้อาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างทะเลจีนใต้ และช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางการค้าและขนส่งพลังงานของโลก

นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ ช่างภาพพีพีทีวี
นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์

นายอนาลโย มองว่า การเลือกขยายพื้นที่ปฏิบัติการในลาว นอกเหนือจากการมีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา อาจเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับความเคลื่อนไหวทางทหารของประเทศคู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะเวียดนาม รวมถึงสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจีนกับสหรัฐฯ มีการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน

การมีฐานปฏิบัติการอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ จึงอาจช่วยให้จีนตรวจจับภัยคุกคามและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ก่อนที่กำลังของฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใกล้แผ่นดินใหญ่ของจีน อีกทั้งยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับฐานเรดาร์แห่งใหม่บนเกาะโกโก้ ของเมียนมา ซึ่งมีนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับจีน

หากเป็นเช่นนั้น ก็อาจเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับความเคลื่อนไหวทางทหารในภูมิภาคได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับฐานเรดาร์ดังกล่าว

นอกจากนี้ นายอนาลโยประเมินว่า ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชาและฐานบินในลาว อาจมีบทบาทสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงของจีน โดยเรือรบที่เดินทางมาจากเกาะไหหลำอาจแวะเติมน้ำมันที่ฐานทัพเรือเรียม

ขณะที่อากาศยานจากพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน อาจแวะเติมน้ำมันและพักที่ฐานบินในลาวก่อนเดินทางต่อ สะท้อนว่า ฐานทั้งสองแห่งอาจมีความสำคัญต่อการขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารของจีนในภูมิภาค

นอกจากนี้ นายอนาลโยยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ตั้งฐานบินบริเวณบ้านเกิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเวียงจันทน์ อาจเอื้อต่อการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ผ่านทางรถไฟลาว–จีน และอาจช่วยเพิ่มความสะดวกในการส่งกำลังบำรุงทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นการประเมินจากทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจีนใช้เส้นทางดังกล่าวขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารแล้ว

นายอนาลโย ระบุว่า จากภาพถ่ายดาวเทียม สนามบินในลาวมีรันเวย์ยาวประมาณ 2,500 ฟุต มีจุดจอดเครื่องบิน 24 จุด และโรงเก็บอากาศยาน 5 โรง ซึ่งประเมินว่า อาจรองรับเครื่องบินขับไล่ได้ 1 ฝูงบินในอนาคต และหากขยายรันเวย์เป็น 4,000 ฟุต ก็อาจรองรับเครื่องบินลำเลียงทางทหารขนาดใหญ่ได้ พร้อมพัฒนาระบบเรดาร์และป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติม

นายอนาลโย ประเมินว่า การเลือกพื้นที่ในลาวยังมีข้อได้เปรียบจากศักยภาพทางทหารที่ลาวมีอยู่เดิม โดยลาวมีเครื่องบินฝึกไอพ่นที่สามารถปรับใช้ในภารกิจโจมตีได้ ทั้งเครื่องบิน K-8 ที่จีนผลิต และ Yak-130 ที่ผลิตในรัสเซีย ขณะที่กัมพูชาไม่มีเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินโจมตีในลักษณะเดียวกัน

การตั้งฐานฝึกร่วมในลาวจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะลาวสามารถฝึกนักบินภายในประเทศได้ ขณะที่จีนก็ขยายพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารของตนเองได้มากขึ้น

ส่วนภาพเครื่องบินและยุทโธปกรณ์ที่มีการเผยแพร่จากพื้นที่ดังกล่าว นายอนาลโย ประเมินว่า เครื่องบินที่ปรากฏอาจเป็นเครื่องบินฝึกไอพ่น ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับเครื่องบินที่กองทัพลาวใช้งานอยู่แล้ว จึงอาจเกี่ยวข้องกับการฝึกตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ แต่ภาพดังกล่าวเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าจีนส่งเครื่องบินขับไล่เข้าประจำการถาวรแล้ว

ส่วนสหรัฐฯ จะมีมีแนวโน้มตอบโต้อย่างไรนั้น นายอนาลโย คาดการณ์ว่า น่าจะเพิ่มการลาดตระเวน การฝึกซ้อม และติดตามความเคลื่อนไหว มากกว่าการตั้งฐานทัพถาวรแห่งใหม่ในอาเซียน โดยสหรัฐฯ ยังมีฐานทัพในกวม ญี่ปุ่น และดิเอโกการ์เซีย รวมถึงความร่วมมือทางทหารกับฟิลิปปินส์และสิงคโปร์

ขณะเดียวกัน การขยายระบบเรดาร์ของจีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกตรวจจับสัญญาณและเก็บข้อมูลทางทหาร ทำให้สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยการแข่งขันยังน่าจะเห็นผ่านการลาดตระเวนและการเคลื่อนกำลังในพื้นที่สำคัญอย่างทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน รวมถึงความเป็นไปได้ที่พื้นที่ในลาวและกัมพูชาจะถูกใช้สนับสนุนการส่งกำลังบำรุงทางทหาร

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย นายอนาลโย มองว่า การที่จีนเลือกพื้นที่ตั้งฐานบินในลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร อาจสะท้อนว่าจีนมองไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าฝั่งเวียดนาม และเชื่อว่าไทยกับลาวไม่น่าจะเกิดสงครามกัน เนื่องจากจีนไม่ได้มีเป้าหมายจะทำสงครามกับไทยโดยตรง

อย่างไรก็ตาม การที่มหาอำนาจเข้ามาวางกำลังทางทหารใกล้ชายแดน ย่อมส่งผลต่อสมดุลทางทหารของไทย ดังนั้น ไทยจึงควรรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ พร้อมเพิ่มการติดตามความเคลื่อนไหวทางทหาร การใช้ระบบเรดาร์ และการเคลื่อนย้ายกำลังของจีนในพื้นที่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการวางกำลังทางทหาร หรือส่งกำลังประชิดชายแดน แต่ควรเพิ่มความพร้อมในการเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง รวมถึงระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับทางทหาร

หากพบการเคลื่อนไหวที่กระทบต่อความมั่นคงหรือล่วงล้ำน่านฟ้าไทย ก็สามารถดำเนินมาตรการตามความเหมาะสม ทั้งการส่งเครื่องบินขึ้นสกัดกั้นและการใช้ช่องทางการทูต

โดยประเมินว่า ในระยะนี้การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาจเห็นได้ชัดในด้านการลาดตระเวน การวางกำลัง และการส่งกำลังบำรุง มากกว่าการเผชิญหน้าโดยตรง

พร้อมย้ำว่า ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ