จากกรณีดรามา กลุ่มคนตัดต้นนางพญาเสือโคร่งและไม้ยืนต้นรวม 15 ต้น 46 ท่อน บริเวณพลับพลาที่ประทับทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริเวณจุดชมวิวดอยปุย ภายในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังพบต้นไม้ถูกตัด ก่อนแปรรูปเป็นท่อนไม้ 46 ท่อน ในจำนวนนี้เป็นต้นนางพญาเสือโคร่งถึง 11 ต้น รวม 40 ท่อน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่
โดยเฉพาะชาวดอยปุยที่ร่วมปลูกต้นไม้บริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ล่าสุด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า สามารถติดตามตัวกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องได้แล้ว เป็นกลุ่มจิตอาสาที่เข้ามาทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่เป็นประจำ มีสมาชิกประมาณ 40 - 50 คน
ก่อนหน้านี้ กลุ่มจิตอาสาได้ขออนุญาตเข้าไปทำความสะอาดบริเวณพลับพลา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทำกินของราษฎรตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตด้วยวาจาให้ทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์เท่านั้น ไม่ได้อนุญาตให้ตัดต้นไม้
เบื้องต้น กลุ่มจิตอาสาชี้แจงว่า เห็นว่าต้นไม้บดบังพลับพลา และกังวลว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นจะทำให้พื้นที่ดูรกรุงรัง หลังจากตัดลงมาแล้วก็ไม่ได้เอาท่อนไม้ไปไหน แต่ทำเป็นท่อน ๆ และวางเรียงเตรียมสถานที่ปลูกดอกไม้ พร้อมขอโทษทางอุทยานฯ โดยยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยืนยันว่า แม้ผู้กระทำจะอ้างว่ามีเจตนาดี แต่การตัดต้นไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่สามารถยุติเรื่องด้วยการขอโทษเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับการกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติป่าไม้, พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยหลังจากเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าว PPTV ตรวจสอบกับ พ.ต.อ.สิโณทัย ลิลิตธรรม ผู้กำกับการ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นสอบปากคำพยานไปแล้ว 1 ปาก และพบผู้ที่กระทำความผิดอย่างชัดเจนแล้ว 1 ราย ซึ่งในวันนี้ (25 ต.ค. 2569) ได้เชิญพยานมาให้ปากคำเพิ่มเติมอีก 2-4 ปาก โดยคาดว่าจะมีพยานเดินทางเข้าให้ปากคำได้ภายในวันนี้อย่างน้อย 1 ปาก หลังจากนี้ จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดต่อไป ส่วนข้อกล่าวหา ยังคงเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งความดำเนินคดีไว้ทั้ง 3 ข้อหา