ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ตรวจสอบข้อมูลเรื่องติ่งหูมีรอยเส้นหรือรอยย่น เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดหัวใจโดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ โดยอาการตามที่ผู้ให้ข้อมูลกล่าวถึงนั้น จากข้อมูลทางการแพทย์แผนปัจจุบันไม่พบการศึกษาวิจัยที่รายงานความเกี่ยวข้องกันของอาการที่กล่าวมา
ด้านนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้เคยให้ข้อมูลกับ PPTV ในรายการ ชัดก่อนแชร์ ก่อนหน้านี้ว่า
ว่าการมีรอยพับที่หูคือสัญญาณของโรคหัวใจนั้น เป็นทั้งเรื่อง "จริง" และ "ไม่จริง" ซึ่งรอยพับที่ติ่งหูเป็นเหมือนรอยพิเศษอย่างหนึ่ง เฉียงมาที่ตรงปลายหูจะเห็นรอยได้ชัด แต่บางคนก็อาจจะเห็นเพียงเล็กน้อย พบได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจหรือคนที่เคยทำบายพาสมา
นพ.กฤษดา ย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีรอยยับ รอยพับนี้จะต้องเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากติ่งหูมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยง เป็นเพียงแค่ปลายของท่อน้ำเลี้ยง เมื่อปลายท่อน้ำเลี้ยงไม่ดี ก็อาจจะทำให้ติ่งหูหรือเนื้อติ่งหูหย่อนยาน และเกิดรอยพับรอยยับได้ ดังนั้นการมีรอยพับที่ติ่งหูไม่ใช่สัญญาณของการเป็นโรคหัวใจเสมอไป
โดยข้อมูลจาก ดร. แซนเดอร์ส ที. แฟรงค์ (Sanders T. Frank) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบและอธิบายลักษณะของรอยพับที่ติ่งหู คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ 20 รายนั้นมีรอยพับที่ติ่งหูเพราะฉะนั้นสัญญาณเหล่านี้เชื่อกันในหมอบางคนเท่านั้น จึงเป็นสัญญาณที่ไม่ได้บ่งบอกอะไรได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลจากโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุไว้ว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง โรคหัวใจนั้นมีหลายประเภท แต่ที่พบได้บ่อยคือ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจนั้น มีทั้งที่ควบคุมได้และไม่สามารถควบคุมได้
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ คือ
- โรคเบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- การสูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
- พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย สมาชิกคนอื่นในครอบครัวจะมีความเสี่ยงด้วย
- อายุที่เพิ่มขึ้น (ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ)
- เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือน
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากการมีไขมันและหินปูนไปพอกอยู่ภายในหลอดเลือดแดงจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
โรคหลอดเลือดหัวใจชนิดเฉียบพลัน
มีโอกาสทำให้เสียชีวิตสูงถ้าไม่รีบมาพบแพทย์ คนไข้อาจมีอาการ เจ็บแน่นหน้าอกช่วงกึ่งกลางหน้าอก โดยมีอาการรุนแรงมากขึ้นแม้ขณะไม่ได้ออกกำลังกาย อาจมีอาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจไม่สะดวกร่วมด้วย เมื่อมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน อาจทำให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ดังนั้น จะต้องรีบนำคนไข้มาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการครั้งแรก เพื่อทำการเปิดหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ โดยการให้ยาสลายลิ่มเลือด และทำบอลลูนขยายหลอดเลือด
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันชนิดเรื้อรัง
จะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นๆ หายๆ ซึ่งอาการมักสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย เช่น การเดิน หรือการขึ้นบันได อาจมีอาการเจ็บแน่นบริเวณกึ่งกลางหน้าอกแต่พอได้นั่งพักอาการก็จะหายไป และบางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปหัวไหล่ซ้ายขึ้นไปถึงกรามด้วย หากเกิดอาการเหล่านี้จะต้องรีบมาพบแพทย์
ทำไมต้องค้นหาคนที่มีความเสี่ยง
เพราะการป้องกันโรคนี้ สามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกคน ไม่ว่าจะเสี่ยงมากหรือน้อย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดอาหารไขมัน พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด งดสูบบุหรี่ โดยเฉพาะถ้าเป็นความดันโลหิตสูงและเบาหวานจะได้ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองมากขึ้น และทานยาป้องกันที่เหมาะสม
การตรวจวัดปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ใช้เวลาตรวจรวดเร็ว ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ความเร็วสูง ( CT Scan 640 slice )และ ไม่ต้องฉีดสีสวนหัวใจ ภาพที่ได้จากการตรวจวิธีนี้จะมีความคมชัดเนื่องจากเครื่องมีความเร็วในการจับภาพสูงมาก สามารถจับภาพขณะที่หัวใจเต้นได้ดี สามารถบอกถึงปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจได้ แม้ในปริมาณที่น้อย จึงเป็นการตรวจที่หาภาวะความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเริ่มต้น
หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้
ข้อมูลจาก : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม,ชัดก่อนแชร์,โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท