รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant อธิบายกรณีวัคซีนแอสตร้าเซเนกาอาจเกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือด โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นผลข้างเคียงที่มีการรับทราบและประกาศข้อมูลมาตั้งแต่ช่วงที่มีการฉีดวัคซีนแล้ว เพียงแต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
สำหรับประเทศไทย มีการฉีดวัคซีนไปประมาณ 48 ล้านโดส และพบผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงในลักษณะดังกล่าวประมาณ 28 ราย โดยหากเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน มักเกิดขึ้นในช่วงหลังได้รับวัคซีน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังผ่านไปหลายปี
ภาวะที่มีรายงานพบในผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 บางยี่ห้อที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งโปรตีนหนาม เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson คือ “ภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับภาวะหลอดเลือดอุดตัน” หรือ Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia (VITT) ข้อมูลระบุว่า ภาวะดังกล่าวพบในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 50-100 กรณี จากการฉีดวัคซีนประมาณ 50-60 ล้านโดส
นอกจากนี้ ยังมีรายงานภาวะ “กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ” หรือ myocarditis และ “เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ” หรือ pericarditis ในผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 กลุ่ม mRNA เช่น Pfizer และ Moderna โดยมีอัตราการพบโดยเฉลี่ยประมาณ 12 คนต่อ 1 ล้านคน พบมากในกลุ่มคนอายุน้อย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
อาจารย์เจษฎา ระบุต่อว่า ภาวะเหล่านี้มักเริ่มมีอาการหลังได้รับวัคซีนไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองหรือรักษาให้หายได้ ดังนั้น จึงไม่ควรนำปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนผ่านไปหลายปีมาเชื่อมโยงว่าเกิดจากวัคซีนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้เช่นเดียวกัน และอาจมีความรุนแรงกว่า รวมถึงอาจทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การฉีดวัคซีนจึงยังถือว่ามีประโยชน์ในการช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและการเจ็บป่วยรุนแรง