โควิด-19 ทำให้ขบวนการผิดกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่เคยซุกซ่อนในไทยถูกเปิดเผยต่อเนื่อง ล่าสุด คือ ขบวนการพาแรงงานชาวโรฮิงญาลักลอบข้ามแดนมายังไทย ทีมข่าวพีพีทีวีพูดกับชาวโรฮิงญาที่ลี้ภัยมาตั้งรกรากทำมาหากินในไทย ยอมรับว่า การข้ามแดนของกลุ่มโรฮิงญา จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากคนมีสี
คำบอกเล่าของนายซายิด มาลัม ประธานชมรมโรฮิงญาแห่งประเทศไทย สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เขาเปรียบที่นั่นเป็นเหมือนพื้นที่สงคราม มีการสู้รบที่ใช้ชุมชนเป็นสมรภูมิ ชีวิตที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงทำให้หลายคนเลือกที่จะจ่ายเงินให้นายหน้าพาลี้ภัยไปยังที่ต่าง ๆ จุดหมายปลายทางที่นิยมคือประเทศมาเลเซีย เพราะมีคุณภาพชีวิตและโอกาสในการทำงานดีที่สุด การไปที่นั่น ต้องใช้ไทยเป็นทางผ่าน
สถานะไร้สัญชาติของชาวโรฮิงญา ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้วิธีผิดกฎหมาย นายซายิดเล่าว่า การจะอพยพออกจากรัฐยะไข่ มีทางเดียว คือ ต้องจ้างนายหน้า ซึ่งในขบวนการมีทั้งคนเมียนมา ไทย และมาเลเซีย ค่าใช้จ่ายตลอดเส้นทาง ประมาณ 160,000 - 180,000 บาท โดยนายหน้าชาวเมียนมา จะเป็นคนพาข้ามจากรัฐยะไข่ไปยังเมืองเมียวดีที่เชื่อมต่อชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจะใช้วิธีพานั่งรถยนต์ตลอดทาง หรือสลับนั่งเรือบ้างในบางช่วงเพื่อความปลอดภัย
เมื่อถึงเมืองเมียวดีแล้ว การข้ามไปฝั่ง อ.แม่สอด มี 2 วิธี คือจ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ด่าน หรือข้ามทางชายแดนธรรมชาติ จากนั้นจะมีนายหน้าชาวไทยนำรถมารับ ขับพาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก่อนพาไป อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ระหว่างทางหากเจอด่าน นายหน้าจะเป็นคนตกลงจ่ายเงินกับเจ้าหน้าที่ โดยใน จ.ตาก จะมีด่านตั้งประจำทั้งหมด 4 ด่าน มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ และทหารเฝ้าประจำ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ มีการตั้งด่านเป็นบางช่วง ไม่แน่นอน
เราใช้เส้นทางถนนสายเอเชีย เชื่อมต่อถนนพหลโยธิน มาเรื่อยจนถึงถนนวิภาวดีรังสิต ผ่าน 3 จังหวัดคือ อยุธยา ปทุมธานี และกรุงเทพ ตลอดเส้นทางพบด่านคัดกรองเพียง 1 จุด ตั้งอยู่หน้าสนามบินดอนเมือง มีเจ้าหน้าที่ประจำการในเต็นท์ แต่ช่วงที่เราไป เวลาประมาณ 14.00 น. ไม่พบว่ามีการเรียกรถหยุดตรวจ
จากนั้นเมื่อมาถึง อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ทางเดียวที่จะผ่านด่านข้ามไปประเทศมาเลเซียได้ คือต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่มาเลเซียที่ด่านเท่านั้น เพราะช่องทางธรรมชาติมีทหารถือปืนคุ้มกันเข้มงวด ไม่สามารถผ่านได้
ความเห็นของ นายศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ มองว่า การจับกุมชาวโรฮิงญาในย่านดอนเมือง สะท้อนความหละหลวมของเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจตรา ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีชาวโรฮิงญาทยอยลักลอบเข้าไทยมาหลายสิบปี แต่ไม่ค่อยมีการจับกุมกลุ่มนายหน้า ส่วนใหญ่เพียงผลักดันชาวโรฮิงญาที่จับได้กลับเมียนมา ทำให้พวกเขาหาช่องทางลักลอบเข้ามาอีกเมื่อมีจังหวะ
แม้ในแง่มนุษยธรรม การผลักดันชาวโรฮิงญาให้กลับไปเผชิญฝันร้ายในบ้านเกิดดูจะไม่ถูกต้องนัก แต่ที่ปรึกษาเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ มองว่า เป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด และการช่วยเหลือที่เหมาะสมไม่ใช่การยอมให้พวกเขาเข้ามาอยู่แบบผิดกฎหมาย แต่ทางการไทยควรกดดันให้รัฐบาลเมียนมายอมรับคนกลุ่มนี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ในที่ที่เรียกว่า “บ้าน” ได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงลี้ภัยไปอย่างไร้จุดหมาย