ตำรวจคุมตัว น.ส.วรนุช นพบุตร อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาทำร้าย นางวิไล อาลัย อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นพี่สะใภ้จนเสียชีวิต มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณลำคลองติดกับบ้านพัก ในตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
โดย “น.ส.วรนุช” ผู้ก่อเหตุ เดินร้องไห้ไปตลอดทาง พร้อมยกมือไหว้ญาติของผู้ตาย ที่มารอดูการทำแผนจำนวนมากซึ่งญาติของผู้เสียชีวิตก็พยายามฝ่าวงล้อมตำรวจจะเข้าไปรุมทำร้ายผู้ต้องหา พร้อมตะโกนด่าและสาปแช่ง ด้วยความโกรธแค้น เจ้าหน้าที่จึงรีบคุมตัวขึ้นรถกลับโรงพักทันที
สำหรับสาเหตุในครั้งนี้ “วรนุช” อ้างว่าไม่พอใจที่ผู้ตาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. “วรนุช” ได้มาที่บ้านของ “วิไล” และชักชวนกันเข้าไปดูต้นทุเรียน มังคุด ในสวน
ระหว่างนัน “วิไล” ได้เดินลงไปในคลองซึ่งไม่มีน้ำ เพื่อจะตัดทางระกำขึ้นมาใช้งานในสวน ระหว่างนั้น “วิไล” ก็พูดเรื่องการกั้นเขตที่ดินแบ่งที่เคยมีปัญหากันขึ้นมา
ทำให้ทาง “วรนุช” ไม่พอใจเดินกลับไปเอาท่อนเหล็กมาวางไว้ริมคลอง ก่อนจะเดินกลับมาคุยกับ “วิไล” อีกครั้ง โดยที่ทางผู้ตายก็ยังคงตำหนิและด่าทอ “วรนุช” จึงเกิดความไม่พอใจ
พอจังหวะ “วิไล” ยืนหันหลัง “วรนุช” จึงใช้ท่อนเหล็กตีเข้าที่ศีรษะหลายครั้ง จนล้มลงในคลอง ก็ยังเข้าไปตีซ้ำอีก แล้วทิ้งร่างไว้แบบนั้น ก่อนจะหยิบสร้อยคอทองคำของ “วิไล” ไปด้วย จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่มของวันที่ 16 เม.ย. จึงมีคนมาพบศพ
ขณะที่ “วรนุช” ผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างว่าบันดาลโทสะเพราะถูกผู้ตายด่าว่า และชวนทะเลาะเรื่องล้อมรั้วกั้นเขตที่ดิน ด้วยความโมโหจึงเดินกลับบ้านไปเอาเหล็กยาวเกือบ 50 เซนติเมตร แล้วเดินกลับมาพูดคุยกับผู้ตายอีกเพื่อหวังให้อารมณ์ดีขึ้น แต่พี่สะใภ้ยังคงด่าว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงอีก จึงสบโอกาสใช้เหล็กกระหน่ำตีที่หัวและท้ายทอยจนล้มลง จากนั้นได้เข้าไปตีซ้ำอีกหลายครั้งจนแน่นิ่งคาร่องน้ำ
หลังก่อเหตุ “วรนุช” ก็กลับบ้านระหว่างทางนำท่อนเหล็กที่ใช้ก่อเหตุไปทิ้งในลำธาร แล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนเรื่องสร้อยทองคำหนัก 2 บาท ของผู้ตายที่หายไป “วรนุช” อ้างว่าขณะกระหน่ำตีผู้ตายไม่ทราบว่าสร้อยคอขาดกระเด็นติดมาในเสื้อตอนไหน จึงนำไปขายที่ร้านทองและนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว