คลิปจากกล้องติดหมวกของตำรวจสายตรวจที่ขับรถไล่ตามรถจยย.ของ เยาวชน 3 คนขี่ซ้อนกันมา คือ เด็กชายโฮจุน เด็กชายปกป้อง และเด็กชายฟลุ๊ค อายุประมาณ 15-16 ปี โดยสายตรวจ 2 คน ตรวจพบเยาวชนขี่รถซ้อน 3 ไม่สวมหมวกนิรภัย ในยามวิกาล จึงเริ่มขี่ไล่ติดตาม เพื่อสอบถาม โดยมีการฉายไฟใส่ และบีบแตร รวมถึงตะโกนสั่งให้หยุดรถ แต่คนขับไม่หยุดรถและเร่งเครื่องหนี ก่อนจะมีภาพคล้ายรถเบี่ยงหากันจนรถของเจ้าหน้าที่ล้มลง และภาพตัดไป เป็นเหตุให้มีเหตุจยย.ทั้งสองคันล้ม ทำให้เด็กได้บาดเจ็บ 2 คน และเสียชีวิต 1 คน คือเด็กชายฟลุ๊ค
ส่วนสายตรวจก็ได้รับบาดเจ็บเหตุเกิดท้องที่สน.ดินแดง โดยมีการตั้งข้อสงสัยถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก
โดยพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้นำคลิปนี้มาเสนอต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่า สาเหตุยังไม่พบว่าตำรวจเป็นคนทำ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่าสาเหตุการณ์เสียชีวิตไม่ได้เกิดจากตำรวจแต่อย่างใด
และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวแต่ถ้าหากมีพยานหลักฐานอื่นตำรวจพร้อมสอบสวนเพิ่มเติม โดยยืนยันว่า ตำรวจยังไม่ได้จะเอาผิดเยาวชนกลุ่มนี้ เพียงแค่เป็นการเข้าไปตรวจสอบ เพราะขณะเกิดเหตุเป็นยามวิกาล โดยยืนยันว่าตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนทุกประการ
ตำรวจฝ่ายสืบสวน ได้อธิบายว่า ตำรวจสายตรวจพบจักรยานยนต์ต้องสงสัย จึงเริ่มไล่ติดตามเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมีจุดที่ตำรวจเข้าไปใกล้ชิด 3 ครั้ง คือ ตรงบริเวณโรงแรมปรินซ์นตัน ก่อนเยาวชนเร่งเครื่องหลบหนี จนไปถึงช่วงเข้าถนนนวิภาวดี ตรงสวนป่าวิภาวดี เยาวชนเร่งเครื่องหลบหนีอีก และตามครั้งที่ 3 เห็นรถเยาวชน เบี่ยงขวามากระแทกข้างหน้า ทำให้รถตำรวจเสียหลักล้มลง ก่อนรถจักรยานยนต์จะล้มลงโดยพุ่งไปฝั่งฟุตบาท
นอกจากนี้ ตำรวจยังพบวัตถุต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นยาเสพติด อยู่ในรถของเยาวชน มีลักษณะเป็นกล่องสีฟ้า มีดทำครัว และอุปกรณ์ใช้เสพยาเสพติด โดยตำรวจมีพยานรู้เห็น 10 ปาก ซึ่งสอบปากคำไว้ทั้งหมดแล้ว และอยู่ระหว่างนำวัตถุต้องสงสัยไป ตรวจสอบ ว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่
หลังจากการแถลงชี้แจงของตำรวจ ทีมข่าวไปย้อนไปกลับคุยกับแม่ และลุงของเด็กชายฟลุ๊คผู้เสียชีวิต ระบุว่า หลังได้ดูคลิปที่ตำรวจนำมาแถลง ยังคงเห็นต่างและไม่เชื่อสิ่งที่ตำรวจแถลง เพราะยังเชื่อว่า ตำรวจเป็นคนขับรถเข้าหาเด็ก และเด็กอาจตกใจเพราะตำรวจขับรถไล่กวดตลอดทาง
ส่วนประเด็นที่ตำรวจเจอสิ่งผิดกฎหมาย เชื่อว่า ไม่ใช่ของเด็กทั้ง 3 เพราะเคยโทรศัพท์คุยกับ เด็กชายโฮจุน ซึ่งเป็นคนขี่รถวันเกิดเหตุ ยืนยันว่า ในรถไม่มีอะไร และรถเป็นรถที่ใช้ทำมาหากินทุกวัน จึงไม่เชื่อว่าในรถจะมีของผิดกฎหมายได้