ทีมข่าวพีพีทีวีพูดคุยกับ ผศ.ดร.ศุภกร รักใหม่ หัวหน้าฝ่ายสถานีวิจัย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า เครื่องซินโครตรอน ที่ใช้วิเคราะห์หลักฐานในคดีน้องชมพู่ เป็นเทคโนโลยีที่ปัจจุบันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอยู่เพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ ไทยและสิงคโปร์ โดยเครื่องซินโครตรอน เป็นเครื่องผลิตแสงความเข้มสูง มีความเข้มแสงมากกว่าเครื่องเอกซเรย์ถึง 1 ล้านเท่า ทำให้วิเคราะห์ได้ละเอียดกว่า สามารถดูโครงสร้างวัตถุได้หลายระดับ ตั้งแต่ ไมโคร นาโน โมเลกุล จนไปถึงอะตอม
นอกจากนี้ สถาบันฯ มีสถานีทดลองที่สามารถหาองค์ประกอบธาตุของวัตถุ ซึ่งทางตำรวจสามารถนำไปวิเคราะห์และประกอบในสำนวนคดี
สำหรับคดีน้องชมพู่ ผศ.ดร.ศุภกร เปิดเผยว่า ตำรวจได้นำตัวอย่างเส้นผมมาให้วิเคราะห์หลายตัวอย่าง โดยระบุเป็นรหัส ทำให้ตนเองไม่ทราบว่าแต่ละตัวอย่างมีที่มาจากไหนบ้าง แต่หลังจากการวิเคราะห์ด้วยเครื่องซินโครตรอน ทำให้สามารถระบุได้ว่า เส้นผมจากตัวอย่างไหนบ้างที่มาจากที่เดียวกัน
ผศ.ดร.ศุภกร เปิดเผยอีกว่า เทคนิคการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของวัตถุ เป็นเทคนิคที่ตำรวจไทยทำเป็นปกติในการวิเคราะห์หลักฐานนำมาประกอบสำนวนคดี ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ แต่อาจจะไม่ละเอียดเท่าเครื่องซินโครตรอน โดยยืนยันว่าเทคนิคที่วิเคราะห์จากเครื่องซินโครตรอนของสถาบันฯ เชื่อถือได้เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปเป็นมาตรฐาน และสามารถนำไปประกอบสำนวนคดี ส่วนจะน่าเชื่อถือแค่ไหนในชั้นศาล ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานอื่น ๆ ประกอบกัน เพราะตำรวจใช้หลายวิธีในการวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่แสงซินโครตรอนอย่างเดียว
นอกจากในไทยแล้ว เครื่องซินโครตรอนยังถูกใช้ไขคดีในต่างประเทศ อย่างกรณีเพจ “Drama Addict” ยกตัวอย่างการใช้ไขคดีฆาตกรรมในญี่ปุ่น ซึ่ง ผศ.ดร.ศุภกร ก็ได้ระบุถึงกรณีนี้ เล่าว่า มีคดีฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษในอาหาร แต่คนร้ายล้างสารพิษออก ทำให้ไม่สามารถตรวจหาสารพิษด้วยวิธีการปกติได้ แต่เมื่อนำไปตรวจหาด้วยการใช้เครื่องซินโครตรอน พบสาร Arsenic ปนเปื้อนอุปกรณ์ทำอาหารคนร้าย จนนำมาสู่การตัดสินประหารชีวิตในที่สุด